วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

การเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้คือการฝึก


ปัจจุบัน สำหรับ บูจินกันในประเทศไทยนั้น เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยมีโรงฝึกหลักอยู่ที่ตึกช้างและสายดำระดับ 5 จากโรงฝึกบูจินกันประเทศไทย ทำการเปิดโรงฝึกอยู่อีกหลายแห่งในสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งทำให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้ารับการฝึกได้เพิ่มมากขึ้น  ซึ่งผู้เข้ารับการฝึกใหม่นั้น หลายคนไม่มีประสบการณ์การฝึกในศิลปะการต่อสู้เลย ซึ่งบางครั้งอาจจะมีความไม่เข้าใจในการฝึกรวมถึงแนวทางการปฏิบัติในการเข้ารับการฝึกซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งสำหรับบทความนี้ผมพยายามจะอธิบายและแนะนำให้เข้าใจ





    สำหรับศิลปะการต่อสู้มีการถ่ายทอดใน 3 รูปแบบ คือ Kuden การถ่ายทอดจากคำพูด,  Shinden การถ่ายทอดผ่านจิตใจ, และ Taiden คือการถ่ายทอดโดยใช้ร่างกาย  การถ่ายทอดต่าง ๆ จะถูกถ่ายทอดควบคู่กันไป แต่สิงที่เห็นได้ชัดเจน และเป็นการถ่ายทอดหลัก ๆ นั้นคือ Taiden คือการถ่ายทอดโดยใช้ร่างกายนั้นเอง ในจุดนี้ อาจารย์ได้เขียนอธิบายเอาไว้บ้างแล้ว ใน Shin gi tai blog แต่สิ่งที่ผมจะอธิบายในบทความนี้คือ Taiden ซึ่งเป็นการปฏิบัติตัวในการฝึก 

    ในการฝึกแต่ละ Class นั้นเน้นการฝึกปฏิบัติเป็นหลัก เริ่มต้นแต่การฝึก Ukami หรือการฝึกล้มในท่าต่าง ๆ นั้น อาจารย์จะเป็นผู้แสดงให้ดูพร้อมทั้งอธิบายหลักการในการม้วนต่างๆ  ให้ฟัง แล้วผู้เข้ารับการฝึกต้องปฏิบัติ คือทำตาม เช่นเดียวกัน สำหรับในการฝึกในส่วนอื่นๆ อาจารย์ก็จะเป็นผู้แสดงท่าต่าง ๆ ให้ดูพร้อมทั้งอธิบายการเคลื่อนไหวต่างๆ และปล่อยให้ผู้เข้าฝึกเข้าทำการฝึกกับคู่ฝึกของตน ตามปกติสำหรับผู้ฝึกใหม่จะได้รับการจับคู่กับสายระดับสูงกว่าตน เพื่อเป็นตัวอย่างและเพื่อความปลอดภัยในการฝึก ซึ่งสิ่งที่ผู้ฝึกควรปฏิบัติคือทำตาม และแน่นอนสำหรับผู้เข้าฝึกจะสามารถทำตามได้นั้นคือต้องดู ดูในสิ่งที่อาจารย์สอนอย่างตั้งใจซึ่งหากจะคิดหาเหตุผลในตอนนั้น ๆ เลย ว่าทำไมถึงก้าวแบบนี้ เคลื่อนไหวแบบนี้นั้นไม่มีทางเข้าใจแน่นอนแต่จะสามารถเข้าใจได้เมื่อเริ่มทำการฝึกกับคู่ของตน หากใครเข้ารับการฝึกมาบ้างแล้วอาจจะมีความสงสัยว่าทำไมถามคู่ฝึกของตนเองแล้วส่วนใหญ่จะไม่ตอบและจะบอกแต่เพียงว่าลองทำในสิ่งที่เห็นเท่านั้น สาเหตุก็เพราะจุดนี้ คือถึงแม้จะสายสูงแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าเข้าใจสิ่งที่อาจารย์สอนทั้งหมดก็ต้องทำการฝึกเพื่อให้เข้าใจเช่นกัน  แต่ผู้ฝึกใหม่หลายท่านจึงเลือกวิธีการถาม คู่ฝึกของตน ถามมากๆ  เข้ากลายเป็นการสนทนากันไประหว่างผู้ฝึกกันเองไป ผลสุดท้ายกลับไม่ได้ทำการฝึกซึ่งถือเป็นการรบกวนคู่ของตนเองทำให้ไม่ได้รับการฝึกไปด้วย จริง ๆ แล้วอาจะมีผลเสียมากกว่านั้นหากผู้ที่ถามเข้าใจในท่าที่อาจารย์สอนจริง และแนะนำได้ถูกต้องก็โชคดีไป แต่หากไม่ก็จะได้รับการแนะนำที่ผิด ๆ ซึ่งไม่ดีสำหรับผู้ฝึกใหม่แน่นอน  ทางที่ดีที่สุดคือ ฝึกตามที่อาจารย์สอน พยายามทำท่าให้ได้ตามที่อาจารย์ทำ อาจจะไม่เข้าใจในครั้งแรกแต่ครั้งต่อไปก็จะสามารถเข้าใจในท่านั้น ๆ ได้ไม่มากก็น้อย นี้คือหลักปฏิบัติที่ควรปฏิบัติในระหว่างเข้ารับการฝึก 

Don’t think during practice. Do! The more you think, the further from the truth of budo you get Budo is Not an academic subject


    แน่นอนสำหรับผู้เข้าฝึกใหม่ที่ไม่เข้าใจถึงแนวทางการฝึกนี้ และอาจมองภาพเหมือนการเรียนวิชาการทั่ว ๆ ไปหวังว่าเมื่อได้อ่านบทความนี้แล้วจะสามารถปรับตัวได้ไม่มากก็น้อย 




วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Training trip in japan 2015-Part2


สรุปการเดินทางเข้าฝึกที่ญี่ปุ่นปี 2015 ตอนที่ 2


     จากตอนแรกที่ได้เล่าให้ฟ้งโดยรวมถึงสิ่งที่พบเจอและทำให้ได้แนวคิดมุมมองของอาจารย์ที่ไม่เคยได้คิดถึงมาก่อนนั้น เช่นกันสำหรับตอนที่สองนี้ ผมยังได้แนวคิดที่ก่อนหน้านี้ ไม่เคยคิดเลยอีกจุดหนึ่งเช่นกัน แต่ต้องออกตัวก่อนว่าส่วนนี้เป็นแนวคิดส่วนตัวล้วน ๆ


     จากการเดินทางในครั้งนี้ต่างจากการไปครั้งที่แล้วพอสมควร ตื่นเต้นน้อยลงมีเวลาได้เห็นอะไรมากขึ้น ซึ่งรวมถึงบรรยากาศรอบตัวในการเข้ารับการฝึกใน Class ของอาจารย์มาซาอะกิ  บรรยากาศที่ว่านี้หมายถึงช่วงระหว่างที่ทำการเปลี่ยนชุดฝึกเรียบร้อยแล้วและรออาจารย์มาซาอะกิเดินทางมาถึง สิ่งที่ผมสังเกตเห็นนี้คือ คือการปฎิบัติตัวของอาจารย์ ชิราอิชิและอาจารย์เอก ผมคิดว่าหลายคนอาจจะไม่เห็น เพราะเป็นการกระทำที่ธรรมดามากๆ ดูเหมือนเป็นการปฏิบัติที่ปกติ ผมขอเล่าเป็นเหตุการณ์ เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อเดินทางถึงที่ถึงโรงฝึก อาจารย์ชิราอิชิมาถึงพร้อมเปลี่ยนชุดฝึกเรียบร้อยแล้ว และทักทายพูดคุยกับผู้เข้ารับการฝึกท่านอื่นๆอย่างเป็นกันเอง เมื่อเราเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็ยืนรออาจารย์มาซาอะกิเดินทางมาเมื่อใกล้ๆถึงเวลาผมสังเกตเห็น อาจารย์ชิราอิชิพอดีเห็นอาจารย์ไปยืนอยู่ตรงหน้าประตู ผมสังเกตเห็นอย่างนั้นประมาณสองรอบก็ยังคิดสงสัยอยู่แต่มาทราบอีกทีเมื่อรอบที่สาม นั้นคืออาจารย์มาซาอะกิเดินทางมาถึงนั้นเอง ซึ่้งหมายความว่าอาจารย์ชิราอิชิ จะไปยืนรอรับ อาจารย์มาซาอะกินั้นเอง
หลังจากนั้นอาจารย์ชิราอิชิก็ช่วยจัดเตรียมหลายๆอย่างและช่วยหยิบสิ่งต่างๆ เช่นเสื้อผ้าให้กับอาจารย์มาซาอะกิในขณะที่เตรียมตัวก่อนสอน หลายคนอ่านมาถึงจุดนี้แล้วอาจจะคิดคิดว่าผมหมายถึงการปฏิบัติตัวของลูกศิษย์กับอาจารย์ว่าเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของนักศิลปะการต่อสู้ แต่จุดนี้เป็นแค่เพียงจุดหนึ่งเท่านั้น แต่มีอีกจุดหนึ่งสำหรับสิ่งที่ผมเห็นนี้มันกลับทำให้ผมมีคำถามขึ้นมาว่า

       "ฝึกไปเพื่ออะไร" 

สำหรับผมก่อนหน้านี้เคยมีคำถามในตอนเริ่มฝึกว่าเหตุใดจึงเข้ารับการฝึก ในลำดับต่อมาเมื่อฝึกมาได้ระดับหนึ่งผมก็ลืมคำตอบว่าเหตุใดจึงเข้ารับการฝึกไป แต่เปลี่ยนมาเป็นการตั้งเป้าหมายแทน ซึ่งก็เคยแนะนำผู้ที่เข้าฝึกใหม่หลาย ๆ คนไปว่า ตั้งเป้าหมายง่าย ๆ ไม่ไกลเกินไปนัก จะได้มีกำลังใจและสามารถฝึกต่อไปได้ เช่น สายเขียวก็ตั้งเป้าว่าจะฝึกให้ได้สายดำขั้นหนึ่ง เมื่อได้สายดำขั้นหนึ่งแล้วก็ตั้งเป้าต่อไปว่าจะต้องได้สายดำขั้น 5 ต่อไป  แต่หลังจากผมสังเกตเห็นสิ่งที่ อาจารย์เอกและอาจารย์ชิราอิชิ ปฏิบัติตามที่ได้เล่าไปก่อนหน้า ในใจคิดว่าปฏิบัติแบบนั้นไปทำไม จริงๆ อาจารย์เอกก็ขั้น 15 แล้วต้องดูแลเราขณะไปญี่ปุ่นทำไม อาจารย์ชิราอิชิก็ขั้น 15 มานานแล้วยังปฏิบัติตนอย่างนี้ทำไม พอคิดได้แล้วมาสำรวจตนเองเหมือนจะเริ่มเข้าใจว่าจุดหนึ่งตัวเราเองก็หลงไปชั่วขณะหนึ่งว่าจริง ๆ  แล้วระดับสายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในการฝึก แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย ระดับสายเป็นส่วนหนึ่งเพื่อวัดและผลักดัน และแสดงถึงความรับผิดชอบของเราเท่านั้น

"การพัฒนาตนเองในทุก ๆ ด้านนั้นต่างหากที่เป็นจุดมุ่งหมายในการฝึก"

ไม่ได้พัฒนาเฉพาะการฝึกเพียงด้านเดียว สิ่งอื่นๆ ก็ควรต้องพัฒนาด้วยเช่นกัน สำหรับใครหลาย ๆ คนในตอนนี้คิดว่าการพัฒนาการฝึกเพียงอย่างเดียวไม่พัฒนาด้านอื่นๆ พูดสั้น ๆ ต้องการแค่สาย ก็เพียงพอนั้น ก็คงไม่ใช่เรื่องผิด แต่สำหรับแนวคิดของผม ถือว่ามันไม่ครบ ยกตัวอย่างเพิ่มเติมที่เห็นได้ใน Trip นี้ คือการปฏิบัติตัวของผู้เข้ารับการฝึกต่างชาติ ที่กระโดดโลดเต้นทำท่าต่าง ๆ ในขณะที่ อาจารย์ให้ออกไปแสดง ซึ่งจริง ๆ สิ่งที่อาจารย์อยากเห็นคือเข้าใจในสิ่งที่สอนหรือไหมให้แสดงออกมา ไม่ได้ให้ไปโชว์ท่าอะไรก็ได้ ทีนี้ลองคิดดูหากชาวต่างชาตินี้ไม่รู้ว่าสิ่งที่กระทำนี้ผิด และอาจารย์ก็ไม่ได้ว่ากล่าวตักเตือนว่าอนาคตข้างหน้าชาวต่างชาตินี้ก็จะนำสิ่งที่ผิด ๆ นี้ถ่ายทอดต่อไป สิ่งที่ถูกต้องที่สุดในความคิดผมคือ ทั้งอาจารย์และลูกศิษย์ชาวต่างชาตินี้ก็ควรพัฒนาตนเองไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นมาอีก สำหรับผมนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนว่าไม่พัฒนาด้านอื่นๆ เลยนั้นไม่ได้ แต่ก็เป็นเพียงแนวคิดเพราะสุดท้ายคนที่ปฏิบัติแบบนี้ได้ก็อาจจะคิดว่าตอนเองไม่ได้กระทำอะไรผิดเลยก็ได้ สุดท้ายนี้ต้องขอฝากเอาไว้สำหรับใครหลาย ๆ คน คนจะดีหรือชั่วอยู่ที่ตัวเอง สำหรับผมถือว่าโชคดีที่มีอาจารย์นำทางแต่ก็ยังโชคดีกว่าที่ผมเองก็ยอมรับและพยายามจะพัฒนา สำหรับใครหลาย ๆ คนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรหวังว่าอ่านบทความนี้แล้วอาจจะช่วยได้ไม่มากก็น้อยและสามารถเลือกเดินในทางที่ถูกต้องได้ต่อไป




วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

Training trip in japan 2015-Part1


สรุปการเดินทางเข้าฝึกที่ญี่ปุ่นปี 2015 ตอนที่ 1


สำหรับการเดินทาง ไปฝึกที่ประเทศญี่ปุ่นในปีนี้ เป็นระยะเวลา ประมาณ 7 วัน ในช่วงวันที่ 1-7 มีนาคม ซึ่งมีสมาชิกที่ร่วมเดินทางทั้ง 6 คน โดยในปีนี้มีสมาชิกที่เข้ารับการสอบสายดำระดับ 5 (Sakki Test) จำนวน 4 คน และ ผ่านการทดสอบทั้ง 4 คน ซึ่งสำหรับผมนั้นได้ผ่านจุดตรงนี้มาแล้ว ทำให้ในปีนี้ผมคิดว่าตนเองอาจจะเห็นอะไรที่มากขึ้นจากเดิมในการเดินทางไปครั้งนี้ ในการเดินทางไปครั้งแรกประมาณปี 2013 ผมเห็นแต่อะไรที่แปลกใหม่เหมือนได้สัมผัสกับสิ่งที่อาจารย์เคยบอก แต่สำหรับปีนี้ผมเห็นอะไรต่างออกไป โดยผมคิดว่าสิ่งที่ผมจะอธิบายต่อไปนี้จะทำให้หลาย ๆ คนอาจจะพอมองภาพออกว่าในโรงฝึกบูจินกันประเทศไทย สอนอะไรและฝึกอะไร
11053110_912633125434799_1125315880837594247_o
เรื่องของความเป็นอาจารย์ และ ความรับผิดชอบของอาจารย์
สิ่งแรกที่ผมคิดว่าผมเห็นได้ชัดคือ ความเป็นอาจารย์ และ ความรับผิดชอบของอาจารย์ ผมเข้ารับการฝึกบูจินกันในโรงฝึกบูจินกันประเทศไทยมาเป็นระยะเวลาพอสมควรเห็นพัฒนาการและสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงฝึกมาเกือบจะตั้งแต่ต้นจากที่มีผู้เข้ารับการฝึกไม่ถึง 4 คน จนปัจจุบันมีสมาชิกที่เดินทางไปฝึกถึงประเทศญี่ปุ่นและสอบผ่านสายดำระดับ 5 แล้วหลายคน ซึ่งในแต่ละคนนั้นก็จะสามารถเปิดโรงฝีกและทำการฝึกสอนต่อไปได้แล้ว หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่หากเทียบกับระยะเวลาเกือบ 20 ปี ตั้งแต่อาจารย์เริ่มฝึกจนถึงทำการสอนจนถึงจุดนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ทั้งเรื่องการฝึกรวมถึงความรับผิดชอบต่าง ๆ นี้ได้ถูกถ่ายทอดจากอาจารย์ลงมา
นับจากการเริ่มต้นวางแผนการเดินทางสำหรับผมก็ไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะในปีนี้มีสมาชิกที่ร่วมเดินทางไปนั้น หลายคนเพิ่งจะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ทำให้ในมุมมองของผมซึ่งต้องจัดเตรียมนั้น ต้องรอบคอบมากกว่าเดิมทั้งในการจัดเตรียมเอกสารต่าง ๆ สำหรับสมาชิก แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ซึ่งทำให้อาจารย์ยังต้องคอยดูแลและต้องจัดเตรียมเพิ่มเติมให้อยู่ดี
ซึ่งแนวคิดเบื้องต้นคือต้องคิดถึง ”ส่วนรวม” ก่อน สมาชิกหลายคนยังไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อให้เกิดปัญหาในการเข้าประเทศญี่ปุ่นน้อยที่สุด สถานที่ต่างๆ ที่จะไปจะต้องคิดถึงสมาชิกที่ยังไม่เคยไปด้วย คิดรวมไปกระทั่งวางแผนถึงอาหารที่จะต้องทานในแต่ละมื้อเพื่อไม่ให้ราคาสูงเกินไป
ต่อไปคือเมื่อเดินทางถึงประเทศญี่ปุ่นนับเริ่มต้นตั้งแต่วันแรกที่อาจารย์มาดูแล ตลอดไปจนถึงร่วมเข้ารับการฝึกด้วยทุกครั้งเพื่อดูแล เปรียบเทียบง่าย ๆ ครับ เราจ่ายค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ในทริปนี้ อาจารย์ก็คงจ่ายไม่น้อยไปกว่ากัน ซึ่งยิ่งเทียบกับค่าสอนที่เก็บได้คงบอกได้ว่าไม่พอแน่นอน สำหรับผมส่วนนี้สำคัญพอ ๆ กับการฝึก แต่เชื่อว่าหลายคนไม่ได้คิดถึงจุดนี้แน่นอน หากอาจารย์ไม่ได้สอนหรือพยายามให้เราทำในจุดนี้ ถึงวันหนึ่งเราคงไม่สามารถ ถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ต่อให้กับลูกศิษย์ได้
ในส่วนต่อไปที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน ในบูจินกัน บูโด ไทจุสสึนั้น ผู้ที่จะเข้ารับการสอบสายดำระดับ 5 นั้นจะต้องมีสายระดับสูงเป็นผู้รับรอง (จริง ๆ ระดับอื่น ๆ ต่อไปก็เช่นกัน) สำหรับจุดนี้มองได้สองมุม การรับรองเป็นความรับผิดชอบของอาจารย์ แต่ในมุมกลับกันการจะให้อาจารย์รับรองได้ก็เป็นความรับผิดชอบของลูกศิษย์เช่นกัน ในการรับรองสายในระดับสายที่ต่ำกว่าขั้น 5 นั้นมองได้ว่าเป็นแค่ภายในโรงฝึกประเทศไทย แต่สำหรับการสอบระดับ 5 ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นการรับรองระดับโลก เพราะ โดยปกติแล้วการฝึกที่ประเทศญี่ปุ่นนี้ มีสมาชิกที่เข้ารับการฝึกเดินทางมาจากทั่วโลก
ผมเล่าให้ฟังแบบนี้ครับ ตอนสมาชิกที่จะเข้าไปทำการสอบนั้นจะต้องนั้นรออยู่ตรงกลางโรงฝึก เมื่อจะทำการสอบนั้น อาจารย์มาซะอะกิ (Soke) จะถามก่อนว่ามาจากไหน แล้วใครเป็นผู้รับรอง ซึ่งอาจารย์เอกยกมือว่าเป็นผู้รับรองภายใต้โรงฝึกบูจินกันประเทศไทย และ มาจากประเทศไทย อาจารย์ มาซะอะกิ ก็ได้เรียกอาจารย์เอกเป็นผู้ทำการทดสอบ ในครั้งนี้มีอีกหลายประเทศซึ่งมีผู้เข้ารับการสอบสายดำระดับ 5 เช่นกัน ที่จำได้ก็เป็นประเทศอเมริกาซึ่งก็เป็นในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งจุดนี้เองที่เห็นได้ชัดเจนว่าคนจากทุกมุมโลกที่เข้ารับการฝึกคงไม่รู้จักเราว่าเป็นใคร แต่จะรู้จักเราในฐานะ Thailand ซึ่งในมุมของลูกศิษย์ นั้นถือเป็นความรับผิดชอบทั้งในส่วนของการวางตัว การปฏิบัติตัว และ สิ่งต่างๆ เมื่ออยู่ในโรงฝึกที่ประเทศไทยรวมถึงในประเทศญี่ปุ่น เพราะสิ่งที่ปฏิบัตินั้นส่งผลทั้งกับประเทศไทยและกับอาจารย์ด้วย
ส่วนในอีกมุมหนึ่งสำหรับความรับผิดชอบของอาจารย์ แน่นอนว่าอาจารย์มาซาอะกิและชิฮันหลาย ๆ ท่านรู้จักอาจารย์เอก ดังนั้นความรับผิดชอบทั้งหมดที่เกิดจากการกระทำของเราที่ มาจากประเทศไทยนั้นนั้นตกเป็นความรับผิดชอบของอาจารย์เช่นกัน
เรื่องของความเข้าใจในการฝึก
สำหรับการอธิบายในจุดนี้เป็นสิ่งที่อธิบายยากมาก ยิ่งอธิบายให้กับผู้ที่ไม่ได้รับการฝึกอาจจะไม่เข้าใจเลย แต่ สำหรับผู้ที่รับการฝึกมาบ้างแล้วอาจจะพอเข้าใจได้
การฝึกหลัก ๆ ของการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นคือ คลาสของอาจารย์มาซะอะกิ และ คลาสของอาจารย์ชิราอิชิ เช่นเคยเหมือนปีที่แล้ว เมื่อเข้ารับการฝึกการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในการฝึกไม่เหมือนกับการฝึกที่ประเทศไทย
แต่เนื่องจากปีที่แล้วได้มาฝึกแล้วครั้งหนึ่งครั้งนี้เลยพอจะเข้าใจกับรูปแบบการฝึกในประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น
สิ่งที่ชัดเจนมากกว่าปีก่อนคือ “ความยาก” การฝึกตามรูปของอาจารย์ชิราอิชิ นั้น อาจารย์จะทำการแสดงให้ดูก่อน โดยเรียกผู้เข้ารับการฝึกทุกท่านมาเป็นคู่ด้วย ซึ่งเมื่ออาจารย์แสดงให้ดู เราก็จะสามารถเห็นท่าที่อาจารย์ทำ และ เมื่อเราได้เป็นคู่เราก็จะได้ความรู้สึกในท่านั้น ๆ ความยากที่ผมพยายามจะบอกคือทั้งสองจุดนี้ ผมขอเล่าเป็นสองส่วนคือ ส่วนการฝึกกับอาจารย์ชิราอิชิ กับ ส่วนการฝึกกับอาจารย์มาซาอะกิ
ฝึกกับอาจารย์ชิราอิชิ
ครั้งนี้ผมคิดว่าผมมองเห็นการเคลื่อนไหวในท่าที่ฝึกนั้นได้ชัดขึ้น เช่นการก้าวเท้าการถ่ายน้ำหนัก ซึ่งมองแล้วเป็นสิ่งที่ง่ายมาก ตอนอาจารย์แสดงให้ดูก็เพลินดี ดูเป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นปกติธรรมชาติ เหมือนการเดินของคนปกติทั่วไป ที่ไม่ได้ตั้งใจจะต้องถ่ายน้ำหนักหรือนั่งม้าเหมือนในหนังจีนกำลังภายใน
แต่เมื่อถึงเวลาซ้อมกลับ “ทำไม่ได้”
เมื่อทำการฝึกต่อไป อาจารย์ชิราอิชิจะเข้ามาทำท่านั้น ๆ ให้ดูอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เรียก อาจารย์เอกไปเป็นคู่ด้วย ดูแล้วเพลิน ดูอาจารย์ทำง่าย ๆ เช่นเดิมกับที่ทำในครั้งก่อนหน้า แต่คราวนี้ปรากฏว่าจากที่คิดว่ามองเห็นว่าอาจารย์เคลื่อนไหวอย่างไรแล้ว กลับกลายเป็นว่า มองอีกทีแล้ว “มองไม่เห็นอะไรเลย” โชคดีเช่นเคยที่อาจารย์เอกแนะนำเพิ่มเติมให้ภายหลังระหว่างการฝึกอีกครั้ง แต่สำหรับผมแล้วการมองไม่เห็นอะไรเลยไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้อะไรจากการฝึกเลย สิ่งที่เราได้เราเห็นเป็นตามระดับความรู้ของเราในการฝึก ซึ่งเราสามารถเอาแนวคิดและหลักของการฝึกที่เราสามารถเอามาพัฒนาตนเองเมื่อกลับมาฝึกที่ประเทศไทยได้ต่อไป
ฝึกกับอาจารย์มาซาอะกิ
สำหรับการฝึกกับ อ.มาซาอะกิ สำหรับผมอธิบายได้สั้น ๆ ครับว่ายากมาก แทบมองไม่เห็นอะไรเลย ไม่รู้อาจารย์ก้าวอย่างไร เคลื่อนไหวอย่างไร ที่พอจะมองเห็นบ้างเล็กน้อยนั้นจะมาจากพยายามทำความเข้าใจในการฝึกจากคลาสของอาจารย์ชิราอิชิ และ พยายามดูให้เห็นมากที่สุดเท่านั้น แต่ผลลัพธ์เหมือนเดิมคือ เมื่อถึงเวลาซ้อมมักจะรู้สึก “ทำไม่ได้” แต่สิ่งที่ได้ชัดเจนคือแรงบันดาลใจว่าสักวันเราคงจะเก่งได้สักครึ่งของอาจารย์
สรุปโดยรวม ๆ แล้ว สำหรับการฝึกนั้นผมมองว่าเดินถูกทางและชัดเจนพอสมควร เพราะ จากที่เล่าให้ฟังกับการฝึกในคลาสของอาจารย์มาซาอะกินั้น สิ่งที่พอรับได้ก็คือ สิ่งที่ฝึกกับอาจารย์ชิราอิชิมาในวันก่อนหน้า ที่ผมกล่าวอย่างนี้ก็เพราะจากที่เห็นชัดเจนในการเข้ารับการฝึกว่า อาจารย์ชิราอิชิในวัย 70 กว่าปี ก็ยังคงเข้าเป็นอุเคะให้กับอาจารย์มาซาอะกิอยู่ ซึ่งนั้นหมายความว่าอาจารย์ชิราอิชิสามารถเข้าไปรับการเคลื่อนไหว และ สิ่งอื่น ๆ จากอาจารย์มาซาอะกิเช่นกัน
อีกส่วนหนิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ การฝึกในลักษณะนี้ยังไม่เหมาะกับผู้ฝึกในระดับต้น ๆ ดังนั้นผู้ที่จะเดินทางไปญี่ปุ่นนั้นก็ควรจะได้ระดับสายที่ไม่ใหม่จนเกินไป
สำหรับสิ่งสุดท้ายในบทความนี้ที่อยากจะบอก คือ การเดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นสมัยนี้คงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับใครหลาย ๆ คน แต่สำหรับการเดินทางไปฝึกที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครหลาย ๆ คนเช่นกัน เพราะคงไม่ใช่แค่เพียงมีเงินแล้วก็มาได้ แต่มันต้องมีส่วนประกอบมากมายทั้งมุมมอง ความคิด ความรับผิดชอบ การพยายามเข้ารับการฝึกอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงสิ่งอื่นๆ ในคำว่า Work-Life balance ที่จะทำให้เดินทางมาแล้วได้ประโยชน์จากการฝึกอย่างแท้จริง

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Training trip in japan 2015

Training trip in japan 2015


           อีกครั้งกับการไปฝึกที่ประเทศญี่ปุ่น บทความที่ตั้งใจเขียนตั้งแต่ครั้งก่อนยังได้ไม่ครบ คราวนี้ถึงรอบที่จะต้องเดินทางไปฝึกอีกรอบแล้ว ยกยอดมารวมกันครั้งนี้ หลังจากที่กลับมาแล้วกัน
สำหรับครั้งนี้ มีสมาชิกที่่ร่วมเดินทางเพื่อเข้าฝึกจากโรงฝึกบูจินกันประเทศไทย อีก 5 คน ซึ่ง สำหรับคราวนี้มีสมาชิกที่จะเข้ารับการสอบระดับ 5 (Go Dan) หลายคน ซึ่งก็คงคิดว่าคงสามารถสอบผ่านได้ หวังว่า เอาไว้ว่าง ๆ จะมาเล่าถึงการสอบระดับ 5 เช่นกันยกเอาไว้หลังจากกลับมาแล้วกันครับ

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Attitude of Mind

Attitude of Mind 

        เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ผมได้อ่านกระทู้ใน Website อยู่กระทู้หนึ่ง ใจความสำคัญง่าย ๆ คือไปเรียนทำขนมกับ โรงเรียนที่เปิดสอน เมื่อเรียนจบก็มาทำการเปิดสอนโดยคิดราคาที่ถูกกว่า เจ้าของกระทู้มา Post ถามว่าเขาทำผิดอะไร ในกระทู้นั้น มีการแสดงความเห็นหลากหลาย แบ่งเป็น 2 กลุ่มง่าย ๆ คือไม่ผิดเพราะไม่ได้มีข้อตกลงกันเอาไว้(ไม่ได้ทำสัญญานั้นเอง) และอีกกลุ่มหนึ่งคือผิด เพราะเอามาสอนทั้ง ๆ ที่สูตรที่เรียนมานั้นไม่ได้ดัดแปลงอะไรเลย ถ้ามองในแง่มุมของธุรกิจคงตัดสินโดยใช้หลักการ ต่าง ๆ มากำหนดมากมาย เช่น กฎหมาย, ลิขสิทธิ์ อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งผมคงไม่ตัดสินอะไรเพียงแต่เอามาเป็นตัวอย่างเพื่อขยายความคิดผมเท่านั้น

สำหรับมุมมองผมในประเด็นเดียวกันแต่ในหลักการของนักศิลปะการต่อสู้แล้ว สำหรับผมตัดสินได้ไม่ยาก 

              ปัจจุบันทั้งศิลปะการต่อสู้สมัยใหม่ (Gendai budo) หรือ ศิลปะการต่อสู้โบราณ (Ko budo) หลายๆ วิชาจะมีการแบ่งลำดับสายให้แก่ผู้ฝึกซึ่งขึ้นอยู่กับว่าแต่ละวิชาจะมีกฎเกณฑ์อะไร และเมื่อได้ลำดับสายในระดับหนึ่งตามที่กำหนดก็จะสามารถไปทำการเปิดสอนได้ ขึ้นอยู่กับในแต่ละวิชาว่าจะมีกฎอะไรเพิ่มเติมซึ่งล้วนแล้วแต่มีวัตถุประสงค์ในกฎที่ตั้งมานั้น ๆ ในบูจินกัน ก็เช่นกัน โดยหลัก ๆ ข้อกำหนดในการเปิดสอนนั้นก็คือ ผู้สอนที่มีระดับสายดำระดับ 5 เป็นต้นไปถึงจะมีสิทธิ์ในการเปิดโรงฝึก และในระดับที่ต่ำกว่าขั้น 5 ลงไปสามารถเปิดเป็นกลุ่มฝึกและต้องมีสายดำระดับที่สูงกว่าขึ้นไปรับรอง แต่ที่มีมากกว่านั้นสำหรับผมอีกหนึ่งกฎเกณฑ์ง่าย ๆ คือ  ii kokoro แปลง่าย ๆ คือ คนที่มีจิตใจดี มาสืบทอด มองแล้วเป็น กฎเกณฑ์ง่าย ๆ แต่ยากสำหรับหลาย ๆ อย่าง จริง ๆ อาจารย์เอก ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับความหมายของคำนี้เอาไว้อย่างละเอียดแล้ว ซึ่งผมคงไม่สามารถมาขยายความได้เพิ่มเติมอีก แต่หากพูดถึงในส่วนของการเป็นลูกศิษย์จะดีกว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่ผมเอาเรื่องข้างต้นมาเป็นตัวอย่าง ง่าย ๆ แบบนี้ครับ
พร้อมหรือยังที่เอาสิ่งที่เรียนมาไปสอน      ขออนุญาตหรือยังกับการนำสิ่งที่ได้รับมาไปสอน
ในตัวอย่างข้างบนอาจจะไม่เป็นเรื่องผิดเลยก็ได้หากขออนุญาตก่อน(แต่ต้องยกเรื่องของธุรกิจออกไป) อ่านมาตรงนี้หลายคนอาจจะมองออก หลายคนอาจไม่ สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อจริง ๆ แล้วคือจิตใจ การเรียนศิลปะการต่อสู้เป็นสายใยระหว่าง อาจารย์ กับ ศิษย์ ดังนั้น การสืบทอดในสิ่งต่าง ๆ จากลูกศิษย์ถึงอาจารย์ รวมถึงการถ่ายทอดจากอาจารย์สู่ลูกศิษย์นั้นมักเกิดจากจิตใจที่ดีรวมไปถึงความถูกต้องซึ่งต้องถ่ายทอด สั่งสม ให้เกิดแนวความคิดที่ถูกต้องนั้น ๆ ด้วย ซึ่งสืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น จริง ๆ แล้วหลักการในลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องอยู่และใช้เฉพาะศิลปะการต่อสู้เท่านั้น การใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันก็สามารถใช้ได้เช่นกัน แต่ในปัจจุบันสิ่งเหล่านี้มักถูกมองข้าม แม้จะเป็นศิลปะการต่อสู้เองก็ตาม เรามักเห็นการถ่ายทอดหรือการนำมาสอนที่ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้นเลยปัจจัยส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะแนวความคิดที่มีธุรกิจมาเกี่ยวข้อง จากตัวอย่างข้างบนคงไม่เป็นอันตราเพราะสอนทำขนม แต่สำหรับศิลปะการต่อสู้นั้นไม่ใช่ การสอนในสิ่งที่ไม่รู้ ไม่พร้อม ไม่ถูก รังแต่จะเป็นผลร้ายต่อคนที่รับการถ่ายทอดไป

บทความ ii kokoro ที่อาจารย์เขียนไว้
http://shingitaiblog.blogspot.com/2013/09/ii-kokoro.html

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2558

Bujinkan Thailand กับกิจกรรมสิ้นปี 2557

ฺBujinkan thailand กับกิจกรรมต่างๆ ในปี 2557 

ก่อนอื่นต้อง สวัสดีปีใหม่ ช้าไปหน่อยแต่ก็ยังไม่เลยเดือน 

ผ่านพ้นไปอีก 1 ปีแล้วสำหรับ Bujinkan thailand เช่นเดิมสำหรับปีนี้กับการประชุมใหญ่ประจำปีและกิจกรรมต้อนรับปีใหม่

ซึ่งคือเข้ารับการฝึกและช่วยกันทำความสะอาดโรงฝึก ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฎิบัติต่อ ๆ กันมา และรวมถึง มีกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดปีที่ผ่านมาให้เยอะพอสมควร 
โดยแต่ละกิจกรรมก็ยังคงมุ่งเน้นให้สมาชิกที่เข้ารับการฝึกนั้นได้พัฒนาตนเอง ทั้งในด้านการฝึก และรวมถึงการใช้ชีวิต ดังคำว่า Work life balance ตัวอย่างเช่น 
  1. สมาชิกที่เดินทางเข้าร่วมฝึกที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้ข้อคิดดี ๆ หลายอย่างจากการเดินทางไปในครั้งนี้ ทั้งการพัฒนาในด้านการฝึก จิตใจ และแนวความคิด มุมมองต่าง ๆ จากที่เคยฝึกและพบเจอผู้ฝึกแค่เฉพาะในโรงฝึก แต่เมื่อไปฝึกที่ประเทศญี่ปุ่น กลับได้พบผู้ฝึกที่มีประสบการณ์ เจอผู้ฝึกที่ระดับสูงกว่า เก่งกว่า ทำให้รู้ได้ว่าเราควรจะต้องพัฒนาตนเองต่อไป ได้คำสอนจากอาจารย์ ซึ่งสามารถนำมาเป็นข้อคิดในการใช้ชีวิตได้ต่อไป 
  2. กิจกรรมการฝึกอบรมปืนพกสั้น หลายคนอาจคิดไปในหลาย ๆ แง่ แต่สำหรับผม การฝึกอบรมนี้ ก็เป็นสิ่งที่ดี ที่ อ. ได้มอบให้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า ถึงแม้เราจะฝึกวิชาการต่อสู้โบราณ แต่เราก็ไม่ควรยึดติดกับอดีต ควรอยู่กับปัจจุบัน ดังนั้นไม่ใช่มีความรู้แค่อาวุธโบราณต่าง ๆ แต่เราควรเรียนรู้อาวุธที่เป็นปัจจุบันด้วย เช่นเดิม การฝึกศิลปะการต่อสู้ไม่ได้เรียนไว้ทำร้ายใครแต่เรียนเอาไว้เพื่อพัฒนาตนเอง ดังนั้นนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างที่พัฒนาไปอีกหนึ่งสิ่ง 
ส่งท้ายสำหรับ บทความนี้ อยากจะฝากบอกกับใครหลาย ๆ คน ว่าผ่านไปอีกหนึ่งปี ใครที่คิดว่าตนเองอยากทำสิ่งใดแต่ยังไม่ได้ทำก็ควรตัดสินใจทำ เช่นเดียวกันกับคนที่อยากฝึกแต่ยังไม่ได้เริ่มต้น ก็ควรเริ่มต้นได้แล้วลองคิดดูระยะเวลาที่ผ่านมา 1 ปี เราคงจะพัฒนาได้แค่ไหน และรวมถึงผู้ที่ฝึกอยู่ด้วยเช่นกันที่ควรจะพัฒนาตนให้ดีขึ้นเช่นกัน 

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

Good leader in bujinkan




หลายวันก่อนได้อ่าน บทความบทหนึ่งเกี่ยวกับการเป็นผู้นำแปลคร่าว ๆ ได้ประมาณนี้


"ผู้นำที่ดี  คือผู้ืที่สามารถพัฒนาตนเอง และช่วยให้ผู้อื่น สามารถพัฒนาตนเองได้
 แต่การเป็นผู้นำที่ดีกว่า คือพัฒนาให้ผู้อื่น สามารถเป็นผู้นำได้ด้วย "

ในบูจินกันเองก็เช่นเดียวกัน

     ศิลปะการต่อสู้หลาย ๆ วิชานั้น มักมีการแบ่งระดับสายให้กับผู้เข้ารับการฝึก สำหรับบูจินกันเองก็เช่นกัน มีระดับก่อนสายดำ 9 ลำดับ และลำดับสายดำอีก 15 ลำดับ คนทั่วไปส่วนใหญ่ที่ไม่ได้รับการฝึกเห็นว่าได้สายดำก็เข้าใจว่าเก่งแล้ว แต่จริง ๆ นั้นไม่ใช่ เพราะอย่างที่ทราบสายดำยังแบ่งอีก 15 ลำดับ
ยกตัวอย่างวิชาทั่วไปที่คนไทยเรารู้จักกันส่วนใหญ่แล้วการแบ่งระดับสายเนื่องจากมีการปรับรูปแบบการสอนการฝึกโดยให้มีการสอบเพื่อวัดผล เริ่มต้นจากลำดับสายสีขาว และเมื่อสอบได้ขั้นต่อไปก็จะได้สายสีต่าง ๆ จนถึงในระดับสายดำ เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ และเมื่อได้สายดำในระดับหนึ่งแล้วก็จะได้รับอนุญาตให้สามารถทำการเปิดสอนต่อไปได้ นี้อาจจะเป็นเหตุผลทั่วไปหลัก ๆ ที่หลายคนเข้าใจ
      แต่สำหรับบูจินกัน นั้นมีความหมายมากกว่านั้น ในบูจินกันบูโดไทจุสสุนั้น มีการสอบอยู่เพียงระดับเดียว คือการขึ้นสายดำระดับ 5 ที่เรียกว่า Sakki Test โดยต้องได้รับการทดสอบจาก Shihan หรือสายดำระดับ 15 ที่ อาจารย์ มาซาฮะกิ เจ้าสำนักลำดับที่ 34 อนุญาตเท่านั้น การขึ้นสายในลำดับอื่นๆ ก็เป็นการให้โดยการพิจารณาจากอาจารย์ผู้ฝึกสอน และสำหรับผู้ที่จะได้รับอนุญาตให้ทำการเปิดสอนนั้นต้องได้รับการรับรองจากระดับสายที่สูงขึ้นไป
     จุดประสงค์หลักของการให้สายของบูจินกันนั้นคือผู้ที่ได้รับสายนั้นต้องสืบทอดวิชา การสอนโดยแนวทางที่ถูกต้องต่อไปได้ ไม่ได้มองเพียงแค่สามารถทำท่าใด ท่าหนึ่งได้ อาจารย์จึงจะพิจารณาจากปัจจัยหลายๆ อย่างซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ไม่สามารถวัดโดยใช้การสอบได้ หนึ่งในนี้ตัวอย่างง่าย ๆ คือ เป็นคนดี ดังนั้นอาจารย์ผู้ฝึกสอนจึงไม่ได้สอนเพียงแค่วิชา แต่จะสอนแนวทางที่ถูกต้อง สอนการปฏิบัติตัว สอนให้ฝึกฝนในสิ่งต่าง ๆ นอกเหนือจากการฝึกเทคนิคเพียงอย่างเดียว เพื่อที่ต่อไปจะสามารถเป็นผู้นำได้ สามารถถ่ายทอดวิชาในแนวทางที่ถูกต้องเหมือนที่เคยได้รับมาได้ และสอนให้คิดเป็นเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ยังคงสามารถถ่ายทอดวิชาให้เป็นปัจจุบันได้
    นี้คือประเด็นของข้อความที่ยกตัวอย่างมาทางด้านบน ที่เห็นได้ชัดเจนคือบูจินกันในปัจจุบัน การส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจนมีการเปิดสอนไปทั่วโลก ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงบูจินกันไทยแลนด์ด้วยเช่นกัน