วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Just try

Just try 



สำหรับผมการได้สายดำนั้นไม่ได้หมายความว่า เราเก่งแล้ว แต่หมายถึงเราได้พยายาม 
สายดำ Bujinkan budo taijutsu มี 15 ขั้น อาจาย์ที่ได้ 15 ขั้นมาสัก 30 ปี แล้วยังฝึกอยู่ เป็นตัวอย่างให้เราเห็นอย่างดีว่ามีอีกหลายสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ ไม่ใช่แค่ศิลปะการต่อสู้ แต่ทุกอย่างในการใช้ชีวิต อย่างน้อยก็ต้องพยายามแบ่งเวลาให้ได้ ระหว่างงาน ครอบครัว และการไปฝึก 555

การฝึกก็เหมือนกับการทำงาน ถ้าเราฝึก จนมีความสามารถระดับหนึ่ง เมื่ออาจารย์เห็นก็จะให้สาย 
การทำงานก็เหมือนกันเมื่อเห็นว่าเราทำได้ระดับหนึ่งก็จะได้ความไว้วางใจตามความสามารถ 
แต่เด็กสมัยนี้ความคิดเปลี่ยนไป มักจะถามก่อนเสมอว่า ถ้าผมทำแล้วจะได้อะไร ถ้าคิดแบบนี้ในที่ทำงานคงไม่เท่าไหร่ challenge กันได้  แต่ถ้าคิดแบบนี้กับการฝึกศิลปะการต่อสู้ เราอาจจะไม่ได้อะไรเลยยิ่งทำให้เกิดการปิดกั้นในสิ่งที่ควรจะรับจากอาจารย์ผู้สอน เพราะการฝึกก็เพื่อตัวเราไม่มีใครให้อะไรเราได้ ฝึกเองก็เก่งเอง  ไม่ได้ไปฝึกมันก็ไม่เก่ง ดังนั้นสำคัญคือพยายาม แต่สำคัญกว่าคือพยายามให้ถูกทาง เรียนรู้กับอาจาย์ที่ใช่ เปิดใจให้กับหลาย ๆ สิ่งรอบตัว แล้วผลลัพท์ก็จะตามมา



วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2559

Honesty, Honor, good manners

ความสื่อสัตย์ เกียรติยศ มารยาทที่ดี สิ่งสำคัญที่ขาดหาย

สำหรับศิลปะการต่อสู้ ป้องกันตัว ในปัจจุบันนี้มีความแพร่หลายมากขึ้น ทั้งการเดินทางเข้ารับการฝึกที่สะดวกสบายขึ้น และช่องทางในการหาความรู้ที่มากขึ้น ส่วนหนึ่งก็เป็นข้อดีเพราะเทียบกับตอนที่ผมเริ่มต้นหาสถานที่ใฝึกในสมัยก่อนนั้นเป็นเรื่องยากมาก กว่าจะหาโรงฝึกแต่ละที่หรือรายละเอียดของวิชานั้นๆต้องขวนขวายไปให้ถึงสถานที่ฝึกแล้วทดลองฝึกเพื่อให้ทราบว่าวิชานั้นๆเป็นอย่างไร แต่ในข้อดีนั้น มันกลับทำให้เกิดข้อเสียในหลายๆอย่าง อาจจะเป็นเพราะสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ทุกอย่างสะดวกสบาย trend ต่างๆการใช้ชีวิตที่เร่งรีบเน้นตนเองเป็นจุดศูนย์กลาง บลาๆๆ  แล้วแต่จะสรรหามาอ้าง ซึ่งทำให้ความคาดหวัง มุมมอง ความเข้าใจของผู้เข้ารับการฝึกเปลี่ยนไป แต่จริงๆแล้ว ต้นเหตุจริงๆ แล้วมันคือการขาดสิ่งต่างๆเหล่านี้ของผู้ที่ถ่ายทอด
- ความซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่ตนเองควรยึดถือ 
ข้อนี้สำคัญมาก เพราะสิ่งที่คุณถ่ายทอดไม่ได้มีผลต่อแค่ระยะสั้น หรือชีวิตของคนที่รับการถ่ายทอดเพียงคนเดียว แต่หากคนที่รับไปนำไปถ่ายทอดต่อมันจะกลายเป็นการสืบทอดสิ่งที่ผิดไปตลอด มันเป็นจรรยาบรรณของบุคคลที่จะเป็นอาจารย์.  แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าเราถ่ายทอดได้ จุดนี้แหละถึงต้องมีอาจารย์ เพราะการถ่ายทอดสิ่งต่างๆ สำหรับศิลปะการต่อสู้นั้นไม่ได้มีแต่เฉพาะฝึกการต่อสู้เท่านั้น แต่สอนถึงแนวความคิดถึงสิ่งที่ถูกต้อง ข้อปฎิบัติ มารยาทในการฝึก ในสถานการณ์ต่างๆเพราะสิ่งเหล่านี้มันเขียนออกมาเป็นกฎไม่ได้ทั้งหมด ดังนั้นรับรองได้เรียนมาจาก you tube ในขณะที่วุฒิภาวะไม่พอ ยิ่งขาดสิ่งเหล่านี้ แต่หลายคนอาจจะมีหลายคนบอกงั้นวิชาใหม่ๆเกิดมาได้อย่างไร ก็ตอบกลางๆครับถ้ามีวุฒิภาวะพอ เพราะถึงอย่างไรถึงแม้จะมีอาจารย์ดีแต่ศิษย์ไม่มีก็มีถมไป 
- เกียรติยศ
สมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน เพราะเราฝึกศิลปะการต่อสู้ ไม่ได้ใช้เอาไปรบในสนามรบ แต่สำหรับผมเราเอามาใช้รบกับสิ่งที่เราพบเจอการดำเนินชีวิตในสภาพสังคมในปัจจุบัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานภาพของแต่ละบุคคลว่าจะเจอกับอะไร ซึ่งการปฎิบัติตัวให้มีเกียรติเป็นที่เคารพ นั้นเป็นเกราะกำบังความเสื่อมในตัวเองได้เป็นอย่างดี ง่ายๆ คงไม่มีอาจารย์คนไหนนั่งกินเหล้ากับลูกศิษย์ตนเองแล้วบอกว่าเพื่อความสนิทสนมแล้วบอกว่าเป็นสิ่งที่ดี หรือเป็นหัวหน้างานแล้วพูดเอาดีเข้าตัวโกหกไปเรื่อยเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ตัวต้องการแล้วลูกน้องจะบอกว่าเป็นสิ่งที่ดี
- มารยาทที่ดี
ในที่นี้ไม่ได้พูดถึงมารยาทที่บอกเพียงแค่ว่าเมื่อเข้ารับการฝึกแล้วต้องคำนับคู่ฝึกเสมอเพราะเพียงแค่นั้นคงนับว่าคนนั้นเป็นคนดีไม่ได้ แต่มารยาทจริงๆนั้นมันคือการให้ความเคารพต่ออาจารย์ ในทุกๆสิ่งที่ทำ ตัวอย่างง่ายๆ เช่นอาจารย์เราเขียนหนังสือ แล้วเราเอามา copy แจกหรือเอาไปขายโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือ อาจจะอยากเปิดสอนโดยที่ไม่ได้ขออนญาตเพราะคิดว่าตนเองมีความสามารถพอแล้ว จริงอยู่อาจไม่ผิดถ้าระดับได้แล้ว แต่มันผิดมารยาทและวิสัยของความเป็นศิษย์เป็นต้น

แน่นอนผลเสียทั้งหมดก็ตกอยู่ที่ผู้ที่ไปรับการฝึกหรือรับการอบรบ มันไม่มีระเบียบอะไรที่จะบังคับได้เพราะขนาดเป็นสมาคม ยังไม่สามารถยึดถือแนวทางนี้ให้เป็นตัวอย่างได้ ก็ต้องปล่อยให้เป็นวิจารณญาณของผู้ที่จะเลือกสถานที่ฝึก

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2559

โรงฝึกบูจินกันประเทศไทยร่วมกิจกรรมวันเด็ก 2016

อีกหนึ่งกิจกรรม สำหรับโรงฝึกที่ได้จัดการแสดงเพื่อเป็นความรู้ให้แก่เด็กๆ  และก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ติดภารกิจจริงๆ 

การประชุมประจำปีโรงฝึกบูจินกันประเทศไทย 2015

สำหรับปีนี้ติดภารกิจที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลยไม่ได้เข้าไปร่วมกิจกรรม
เลยเอา link จากblog ของโรงฝึกมาให้ชมแทน

http://www.bujinkan-thailand.com/weblog/wordpress/?p=499

Bujinkan camping 2015

ไม่ได้ update มานาน update ย้อนหลังสักหน่อย สำหรับกิจกรรมนอกสถานที่ ของโรงฝึกบูจินกันประเทศไทย สำหรับทริปนี้จัดขึ้นที่จังหวัดนครนายก สนุกสนานและได้สาระเพิ่มเติมกว่าทุกปี โดยมีสมาชิกจากโรงฝึกย่อยเข้าร่วมกันอย่างพร้อมเพียง


Bujinkan camping 2015

ไม่ได้ update มานาน update ย้อนหลังสักหน่อย สำหรับกิจกรรมนอกสถานที่ ของโรงฝึกบูจินกันประเทศไทย สำหรับทริปนี้จัดขึ้นที่จังหวัดนครนายก สนุกสนานและได้สาระเพิ่มเติมกว่าทุกปี โดยมีสมาชิกจากโรงฝึกย่อยเข้าร่วมกันอย่างพร้อมเพียง


วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แนวคิดเพิ่มเติมและบทสรุปจากการอบรมป้องกันตัววันที่ 08 สิงหาคม 2558

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับกิจกรรมดี ๆ ที่ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ของโรงฝึกบูจินกันประเทศไทย
นั้นคือ การเปิดอบรบการป้องกันตัวเบื้องต้นสำหรับสำหรับสุภาพสตรี ซึ่งเป็นกิจกรรมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

ซึ่งทางโรงฝึก ตัวผมเอง และสมาชิกท่านอื่นๆ ซึ่งเป็นหัวหน้าโรงฝึกของบูจินกันในประเทศไทย ก็ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของกิจกรรมนี้ จึงได้ขออนุญาต อาจารย์เพื่อทำการเปิดอบรมครั้งนี้และก็ได้รับการชี้แนะจากอาจารย์ถึงประเด็นสำคัญของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จนกิจกรรมก็ได้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ซึ่งสำหรับกิจกรรมในครั้งนี้นั้น ทางโรงฝึกได้เน้นถึงสิ่งต่าง ๆ ที่สำคัญและแนวคิดในการป้องกันตัวซึ่งรับรองได้ว่าเป็นประโยชน์สำหรับผู้เข้ารับการอบรมอย่างแน่นอน ซึ่งก็ตรงตามวัตถุประสงค์ในครั้งนี้ แต่แน่นอนยังไม่ทั้งหมด เพราะจริง ๆ แล้วทางโรงฝึกอยากเผยแพร่แนวคิดการป้องกันตัวนี้ให้กับกลุ่มคนในจำนวนที่ไม่จำกัด แต่แน่นอน ว่าหากไม่ได้เข้ารับการอบรม ก็เป็นไปได้น้อยที่จะทราบถึงแนวคิดทั้งหมดได้ ดังนั้นสำหรับบทความนี้ผมจึงอยากจะแนะนำให้กับบุคคลอื่นๆ ได้เข้าใจและหันมาสนใจเข้ารับการอบรมกันมากยิ่งขึ้น- ไม่ใช่เฉพาะกับกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยโรงฝึกบูจินกันประเทศไทยเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นประโยชน์ ที่ใดจัดก็สามารถเข้าร่วมได้ทั้งนั้น  ผมสรุปเป็นข้อ ๆ ดังนี้ครับ

เหตุผลที่ควรเข้ารับการฝึก 
1. เหตุผลที่จะเข้ารับการฝึก สำหรับข้อนี้ชัดเจนมาก แต่ในความรู้สึกผมกลับเป็นข้อที่หลาย  ๆคนให้ความสำคัญน้อยที่สุด หลาย ๆ คนไม่ได้คิดถึง ว่าอาจจะมีเหตุการณ์บางอย่างอาจจะเกิดขึ้นกับเราได้ หรือง่าย ๆ เราสามารถเป็นเหยื่อได้ทุกเมื่อก็ตาม ซึ่งจุดนี้เห็นได้ชัดเจนมาก เพราะขนาดเปิดอบรมโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายยังมีผู้สอนใจเพียงกลุ่มเล็ก ๆ เพียงเท่านั้น
2. ศิลปะการป้องกันตัวไม่ได้จำกัดเพียงแค่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ทุกเพศ ทุกวัยก็สามารถที่จะเรียนรู้ได้ แต่อาจจะมีเหตุผลอื่นๆ เข้ามาเป็นตัวแปรในการพิจารณา สำหรับข้อนี้ทางโรงฝึกบูจินกันประเทศไทยได้เห็นถึงข้อนี้ จึงได้กำหนดเปิดอบรมเฉพาะสุภาพสตรีเท่านั้น เพราะอย่างน้อยก็เบาใจได้ว่าจะปลอดภัยแน่นอน และก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่จะสามารถช่วยให้ผู้เข้ารับการอบรมตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

เหตุผลและหลักพิจารณาที่จำเป็นสำหรับการพิจารณาในการเข้ารับการฝึก 
1. สถาบันที่ทำการเปิดสอน - สิ่งแรกที่ผู้เข้ารับการอบรมควรตรวจสอบเบื้องต้นว่าสถาบันที่ทำการเปิดสอนนั้นมีประวัติอะไรอย่างไรมาจากไหน เพื่อที่จะได้ทราบได้ว่าสถาบันนั้น  ๆ มีความน่าเชื่อถืออย่างไร
2. วิทยากรที่ทำการฝึกอบรม  - ลำดับต่อไปที่ผู้เข้ารับการอบรมควรจะตรวจสอบอีกเช่นกัน ควรเลือกวิทยากรที่มีความรู้ที่ได้รับการฝึกหรืออบรมมาอย่างถูกต้อง เพราะแนวคิดหรือสิ่งที่วิทยากรสอนเรานั้นเป็นสิ่งที่เราสามารถนำไปใช้ได้ต่อไป
3. สำหรับการสอนหลัก ๆ ผมพยายามเน้นแนวคิดการป้องกันตัวให้สมาชิกทราบในแต่ละจุด และวิธีการหรือท่าต่าง ๆ ในการป้องกันตัวก็เป็นส่วนประกอบเพิ่มเติม เพื่อ Support ทุกสถานการณ์ที่ผู้เข้ารับการอบรมอาจจะพบเจอได้ สำหรับข้อนี้ก็สำคัญอีกเช่นกัน ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่าถูกหรือผิดในการวางแนวทางสอนในลักษณะนี้ เพราะต่างคนก็อาจจะต่างความคิด แต่สำหรับประสบกาณ์ที่ผ่านมาสำหรับผมนั้น ท่าไม่สามารถใช้ได้ ถ้าไม่รู้จะใช้อย่างไร
4. การฝึกท่าป้องกันตัวต่าง ๆ ผู้ฝึกก็ควรพิจารณาเช่นกัน บางครั้งต้องนึกถึงหลักความเป็นจริง เพราะการอบรมนั้น เป็นสถานการณ์ที่จำลองขึ้น ท่าที่ใช้สอนจะคิดให้หวือหวาขนาดไหนก็ได้ แต่หากผู้ฝึกสอนไม่มีความรู้เพียงพอหรือไม่เข้าใจถึงหลักการจริง ๆ แล้ว ท่าที่สอนให้กับผู้เข้ารับการอบรมนั้น ก็ไม่แตกต่างอะไรกับการแนะนำให้ผู้เข้ารับการอบรมไปตาย หรือที่เข้าเรียกกันว่าท่าตายนั้นเอง

ในส่วนต่อไปผมนำบรรยากาศในการฝึกมาให้ชมกันเล็กน้อย ซึ่งบรรยากาศเป็นไปแบบเป็นกันเอง และผู้เข้าฝึกมีความสนใจเป็นอย่างมากที่จะรับการฝึก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก





และสำหรับท้ายสุดนี้ก็ขอขอบคุณผู้เข้ารับการอบรมสำหรับคำขอบคุณเล็ก ๆ ถึงการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ว่าเปิดโอกาสให้กับผู้ที่สนใจซึ่งเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับสังคม ก็หวังเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้เข้ารับการอบรมว่าจะสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อย และ สำหรับผู้ที่ได้อ่านบทความนี้ก็จะก้าวข้ามข้อจำกัดอื่นๆ และเข้ารับการอบรมในโอกาสอื่นๆ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อตนเองต่อไป



วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

โรงฝึกบูจินกันประเทศไทยเปิดสอนป้องกันตัวเนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ


เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2558
โรงฝึกบูจินกันประเทศไทยจะจัดอบรมศิลปะการป้องกันตัวสำหรับสุภาพสตรี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายสำหรับบุคคลทั่วไป
กิจกรรมในครั้งนี้จะทำการฝึกศิลปะการป้องกันตัวเบื้องต้น รวมทั้งแนวคิดเพื่อการป้องกันตัวแบบต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นการเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวันสำหรับสุภาพสตรี โดยใช้ทักษะในรูปแบบของโรงฝึกบูจินกัน
การอบรมจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคมนี้ เวลา 13.00 น. - 17.00 น. 
ณ.ห้องฝึกชั้น 2 ตึกช้าง แยกรัชโยธิน
กิจกรรมนี้รับจำนวนจำกัดไม่เกิน 30 ท่าน ผู้ที่สนใจเข้าร่วมสามารถลงทะเบียนเข้าอบรมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 0860068745 และ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ด้วยเบอร์เดียวกัน
(ไม่รับลงทะเบียนผ่านอินเตอร์เน็ต หรือ อีเมล์)

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Kihon happo

Kihon happo 


สำหรับผู้ฝึกหลายคนและสำหรับผู้ที่ได้อ่าน blog ของโรงฝึกบูจินกันประเทศไทย หลายคนคงคุ้น กับคำว่า kihon happo แต่หลายๆคนอาจจะยังไม่ทราบว่า kihon happo คืออะไร

In Ninpo Taijutsu, We train in unique ninpo techniques called kihon happo the "Basic eight." these kihon happo are the starting point for taijutsu , and at the same time, something to which you return after acquiring other ninja moves. they are basic techniques, but at the same time more important than anything else. Certain numbers offer secret teachings in budo and ninpo taijutsu, and eight is one of them. it you place the figure 8 on its side, you get "∞" : infinity.

สำหรับ kihon happo นี้คือพื้นฐานทั้ง 8 ท่า เป็นพื้นฐานที่ผู้เข้ารับการฝึกบูจินกันทุกคนต้องรับการฝึก แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องฝึกเฉพาะ kihon happo เพียงอย่างเดียว แต่ kihon happo เป็นตัวที่จะสามารถให้ผู้ฝึกสามารถเริ่มต้นได้เข้าใจในการฝึกได้ดียิ่งขึ้นเมื่อรับการฝึก kihon happo แล้วก็จะต้องทำการฝึกการเปลี่ยนแปลงของท่าหรือที่เรียกกันว่า hanka ก็จะทำให้สามารถทำให้พัฒนายิ่งๆขึ้นไปแต่หากยังไม่สามารถฝึก kihon happo ได้ดี ก็จะไม่สามารถฝึกในระดับที่สูงขึ้นไปได้ สำหรับ kihon happo นั่นที่มีอยู่ทั้งหมดแปดท่าเพราะเลขแปดถ้าวางแนวนอนก็เหมือนสัญลักษณ์ infinity ซึ่งหมายถึงการผันแปรได้อย่างไม่สิ้นสุดนั้นเอง

ตามปกติ kihon happo มีทั้งหมดแปดท่า แต่จากที่ List มาในด้านล่างนี้มี 9 ท่า ซึ่งอาจจะมีเปลี่ยนแปลงในบางทีได้แก่

1. ICHIMONJU NO KATA 
2. JUMONJI NO KATA
3. HICHO NO KATA 
4. OMOTE GYUGUDORI  
5. GENSEGI-NAGE  
6. ONIGUDAGI
7. URA GYUGUDORI
8. MUSHA-DORI
9. MUSO-DORI

 จากที่อธิบายมาจากด้านบนนั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพื้นฐานเท่านั้นยังมีส่วนอื่นๆที่ระดับก่อนสายดำควรจะต้องรู้ในการฝึก. และยังมีท่าพื้นฐานใน Ryu ต่างๆที่ยังคงต้องเรียนรู้ในระดับต่อไปอีกมาก ท้ายที่สุดนี้ก็ยังคงเน้นย้ำที่เรื่องเดิมคือถึงแม้จะเรียก Kihon happo พื้นฐานทั้ง 8 ก็ตามแต่มีความสำคัญมากเกินกว่าที่จะมองข้ามแล้วละเว้นการฝึกได้ 

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

การเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้คือการฝึก


ปัจจุบัน สำหรับ บูจินกันในประเทศไทยนั้น เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยมีโรงฝึกหลักอยู่ที่ตึกช้างและสายดำระดับ 5 จากโรงฝึกบูจินกันประเทศไทย ทำการเปิดโรงฝึกอยู่อีกหลายแห่งในสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งทำให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้ารับการฝึกได้เพิ่มมากขึ้น  ซึ่งผู้เข้ารับการฝึกใหม่นั้น หลายคนไม่มีประสบการณ์การฝึกในศิลปะการต่อสู้เลย ซึ่งบางครั้งอาจจะมีความไม่เข้าใจในการฝึกรวมถึงแนวทางการปฏิบัติในการเข้ารับการฝึกซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งสำหรับบทความนี้ผมพยายามจะอธิบายและแนะนำให้เข้าใจ





    สำหรับศิลปะการต่อสู้มีการถ่ายทอดใน 3 รูปแบบ คือ Kuden การถ่ายทอดจากคำพูด,  Shinden การถ่ายทอดผ่านจิตใจ, และ Taiden คือการถ่ายทอดโดยใช้ร่างกาย  การถ่ายทอดต่าง ๆ จะถูกถ่ายทอดควบคู่กันไป แต่สิงที่เห็นได้ชัดเจน และเป็นการถ่ายทอดหลัก ๆ นั้นคือ Taiden คือการถ่ายทอดโดยใช้ร่างกายนั้นเอง ในจุดนี้ อาจารย์ได้เขียนอธิบายเอาไว้บ้างแล้ว ใน Shin gi tai blog แต่สิ่งที่ผมจะอธิบายในบทความนี้คือ Taiden ซึ่งเป็นการปฏิบัติตัวในการฝึก 

    ในการฝึกแต่ละ Class นั้นเน้นการฝึกปฏิบัติเป็นหลัก เริ่มต้นแต่การฝึก Ukami หรือการฝึกล้มในท่าต่าง ๆ นั้น อาจารย์จะเป็นผู้แสดงให้ดูพร้อมทั้งอธิบายหลักการในการม้วนต่างๆ  ให้ฟัง แล้วผู้เข้ารับการฝึกต้องปฏิบัติ คือทำตาม เช่นเดียวกัน สำหรับในการฝึกในส่วนอื่นๆ อาจารย์ก็จะเป็นผู้แสดงท่าต่าง ๆ ให้ดูพร้อมทั้งอธิบายการเคลื่อนไหวต่างๆ และปล่อยให้ผู้เข้าฝึกเข้าทำการฝึกกับคู่ฝึกของตน ตามปกติสำหรับผู้ฝึกใหม่จะได้รับการจับคู่กับสายระดับสูงกว่าตน เพื่อเป็นตัวอย่างและเพื่อความปลอดภัยในการฝึก ซึ่งสิ่งที่ผู้ฝึกควรปฏิบัติคือทำตาม และแน่นอนสำหรับผู้เข้าฝึกจะสามารถทำตามได้นั้นคือต้องดู ดูในสิ่งที่อาจารย์สอนอย่างตั้งใจซึ่งหากจะคิดหาเหตุผลในตอนนั้น ๆ เลย ว่าทำไมถึงก้าวแบบนี้ เคลื่อนไหวแบบนี้นั้นไม่มีทางเข้าใจแน่นอนแต่จะสามารถเข้าใจได้เมื่อเริ่มทำการฝึกกับคู่ของตน หากใครเข้ารับการฝึกมาบ้างแล้วอาจจะมีความสงสัยว่าทำไมถามคู่ฝึกของตนเองแล้วส่วนใหญ่จะไม่ตอบและจะบอกแต่เพียงว่าลองทำในสิ่งที่เห็นเท่านั้น สาเหตุก็เพราะจุดนี้ คือถึงแม้จะสายสูงแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าเข้าใจสิ่งที่อาจารย์สอนทั้งหมดก็ต้องทำการฝึกเพื่อให้เข้าใจเช่นกัน  แต่ผู้ฝึกใหม่หลายท่านจึงเลือกวิธีการถาม คู่ฝึกของตน ถามมากๆ  เข้ากลายเป็นการสนทนากันไประหว่างผู้ฝึกกันเองไป ผลสุดท้ายกลับไม่ได้ทำการฝึกซึ่งถือเป็นการรบกวนคู่ของตนเองทำให้ไม่ได้รับการฝึกไปด้วย จริง ๆ แล้วอาจะมีผลเสียมากกว่านั้นหากผู้ที่ถามเข้าใจในท่าที่อาจารย์สอนจริง และแนะนำได้ถูกต้องก็โชคดีไป แต่หากไม่ก็จะได้รับการแนะนำที่ผิด ๆ ซึ่งไม่ดีสำหรับผู้ฝึกใหม่แน่นอน  ทางที่ดีที่สุดคือ ฝึกตามที่อาจารย์สอน พยายามทำท่าให้ได้ตามที่อาจารย์ทำ อาจจะไม่เข้าใจในครั้งแรกแต่ครั้งต่อไปก็จะสามารถเข้าใจในท่านั้น ๆ ได้ไม่มากก็น้อย นี้คือหลักปฏิบัติที่ควรปฏิบัติในระหว่างเข้ารับการฝึก 

Don’t think during practice. Do! The more you think, the further from the truth of budo you get Budo is Not an academic subject


    แน่นอนสำหรับผู้เข้าฝึกใหม่ที่ไม่เข้าใจถึงแนวทางการฝึกนี้ และอาจมองภาพเหมือนการเรียนวิชาการทั่ว ๆ ไปหวังว่าเมื่อได้อ่านบทความนี้แล้วจะสามารถปรับตัวได้ไม่มากก็น้อย 




วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Training trip in japan 2015-Part2


สรุปการเดินทางเข้าฝึกที่ญี่ปุ่นปี 2015 ตอนที่ 2


     จากตอนแรกที่ได้เล่าให้ฟ้งโดยรวมถึงสิ่งที่พบเจอและทำให้ได้แนวคิดมุมมองของอาจารย์ที่ไม่เคยได้คิดถึงมาก่อนนั้น เช่นกันสำหรับตอนที่สองนี้ ผมยังได้แนวคิดที่ก่อนหน้านี้ ไม่เคยคิดเลยอีกจุดหนึ่งเช่นกัน แต่ต้องออกตัวก่อนว่าส่วนนี้เป็นแนวคิดส่วนตัวล้วน ๆ


     จากการเดินทางในครั้งนี้ต่างจากการไปครั้งที่แล้วพอสมควร ตื่นเต้นน้อยลงมีเวลาได้เห็นอะไรมากขึ้น ซึ่งรวมถึงบรรยากาศรอบตัวในการเข้ารับการฝึกใน Class ของอาจารย์มาซาอะกิ  บรรยากาศที่ว่านี้หมายถึงช่วงระหว่างที่ทำการเปลี่ยนชุดฝึกเรียบร้อยแล้วและรออาจารย์มาซาอะกิเดินทางมาถึง สิ่งที่ผมสังเกตเห็นนี้คือ คือการปฎิบัติตัวของอาจารย์ ชิราอิชิและอาจารย์เอก ผมคิดว่าหลายคนอาจจะไม่เห็น เพราะเป็นการกระทำที่ธรรมดามากๆ ดูเหมือนเป็นการปฏิบัติที่ปกติ ผมขอเล่าเป็นเหตุการณ์ เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อเดินทางถึงที่ถึงโรงฝึก อาจารย์ชิราอิชิมาถึงพร้อมเปลี่ยนชุดฝึกเรียบร้อยแล้ว และทักทายพูดคุยกับผู้เข้ารับการฝึกท่านอื่นๆอย่างเป็นกันเอง เมื่อเราเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็ยืนรออาจารย์มาซาอะกิเดินทางมาเมื่อใกล้ๆถึงเวลาผมสังเกตเห็น อาจารย์ชิราอิชิพอดีเห็นอาจารย์ไปยืนอยู่ตรงหน้าประตู ผมสังเกตเห็นอย่างนั้นประมาณสองรอบก็ยังคิดสงสัยอยู่แต่มาทราบอีกทีเมื่อรอบที่สาม นั้นคืออาจารย์มาซาอะกิเดินทางมาถึงนั้นเอง ซึ่้งหมายความว่าอาจารย์ชิราอิชิ จะไปยืนรอรับ อาจารย์มาซาอะกินั้นเอง
หลังจากนั้นอาจารย์ชิราอิชิก็ช่วยจัดเตรียมหลายๆอย่างและช่วยหยิบสิ่งต่างๆ เช่นเสื้อผ้าให้กับอาจารย์มาซาอะกิในขณะที่เตรียมตัวก่อนสอน หลายคนอ่านมาถึงจุดนี้แล้วอาจจะคิดคิดว่าผมหมายถึงการปฏิบัติตัวของลูกศิษย์กับอาจารย์ว่าเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของนักศิลปะการต่อสู้ แต่จุดนี้เป็นแค่เพียงจุดหนึ่งเท่านั้น แต่มีอีกจุดหนึ่งสำหรับสิ่งที่ผมเห็นนี้มันกลับทำให้ผมมีคำถามขึ้นมาว่า

       "ฝึกไปเพื่ออะไร" 

สำหรับผมก่อนหน้านี้เคยมีคำถามในตอนเริ่มฝึกว่าเหตุใดจึงเข้ารับการฝึก ในลำดับต่อมาเมื่อฝึกมาได้ระดับหนึ่งผมก็ลืมคำตอบว่าเหตุใดจึงเข้ารับการฝึกไป แต่เปลี่ยนมาเป็นการตั้งเป้าหมายแทน ซึ่งก็เคยแนะนำผู้ที่เข้าฝึกใหม่หลาย ๆ คนไปว่า ตั้งเป้าหมายง่าย ๆ ไม่ไกลเกินไปนัก จะได้มีกำลังใจและสามารถฝึกต่อไปได้ เช่น สายเขียวก็ตั้งเป้าว่าจะฝึกให้ได้สายดำขั้นหนึ่ง เมื่อได้สายดำขั้นหนึ่งแล้วก็ตั้งเป้าต่อไปว่าจะต้องได้สายดำขั้น 5 ต่อไป  แต่หลังจากผมสังเกตเห็นสิ่งที่ อาจารย์เอกและอาจารย์ชิราอิชิ ปฏิบัติตามที่ได้เล่าไปก่อนหน้า ในใจคิดว่าปฏิบัติแบบนั้นไปทำไม จริงๆ อาจารย์เอกก็ขั้น 15 แล้วต้องดูแลเราขณะไปญี่ปุ่นทำไม อาจารย์ชิราอิชิก็ขั้น 15 มานานแล้วยังปฏิบัติตนอย่างนี้ทำไม พอคิดได้แล้วมาสำรวจตนเองเหมือนจะเริ่มเข้าใจว่าจุดหนึ่งตัวเราเองก็หลงไปชั่วขณะหนึ่งว่าจริง ๆ  แล้วระดับสายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในการฝึก แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย ระดับสายเป็นส่วนหนึ่งเพื่อวัดและผลักดัน และแสดงถึงความรับผิดชอบของเราเท่านั้น

"การพัฒนาตนเองในทุก ๆ ด้านนั้นต่างหากที่เป็นจุดมุ่งหมายในการฝึก"

ไม่ได้พัฒนาเฉพาะการฝึกเพียงด้านเดียว สิ่งอื่นๆ ก็ควรต้องพัฒนาด้วยเช่นกัน สำหรับใครหลาย ๆ คนในตอนนี้คิดว่าการพัฒนาการฝึกเพียงอย่างเดียวไม่พัฒนาด้านอื่นๆ พูดสั้น ๆ ต้องการแค่สาย ก็เพียงพอนั้น ก็คงไม่ใช่เรื่องผิด แต่สำหรับแนวคิดของผม ถือว่ามันไม่ครบ ยกตัวอย่างเพิ่มเติมที่เห็นได้ใน Trip นี้ คือการปฏิบัติตัวของผู้เข้ารับการฝึกต่างชาติ ที่กระโดดโลดเต้นทำท่าต่าง ๆ ในขณะที่ อาจารย์ให้ออกไปแสดง ซึ่งจริง ๆ สิ่งที่อาจารย์อยากเห็นคือเข้าใจในสิ่งที่สอนหรือไหมให้แสดงออกมา ไม่ได้ให้ไปโชว์ท่าอะไรก็ได้ ทีนี้ลองคิดดูหากชาวต่างชาตินี้ไม่รู้ว่าสิ่งที่กระทำนี้ผิด และอาจารย์ก็ไม่ได้ว่ากล่าวตักเตือนว่าอนาคตข้างหน้าชาวต่างชาตินี้ก็จะนำสิ่งที่ผิด ๆ นี้ถ่ายทอดต่อไป สิ่งที่ถูกต้องที่สุดในความคิดผมคือ ทั้งอาจารย์และลูกศิษย์ชาวต่างชาตินี้ก็ควรพัฒนาตนเองไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นมาอีก สำหรับผมนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนว่าไม่พัฒนาด้านอื่นๆ เลยนั้นไม่ได้ แต่ก็เป็นเพียงแนวคิดเพราะสุดท้ายคนที่ปฏิบัติแบบนี้ได้ก็อาจจะคิดว่าตอนเองไม่ได้กระทำอะไรผิดเลยก็ได้ สุดท้ายนี้ต้องขอฝากเอาไว้สำหรับใครหลาย ๆ คน คนจะดีหรือชั่วอยู่ที่ตัวเอง สำหรับผมถือว่าโชคดีที่มีอาจารย์นำทางแต่ก็ยังโชคดีกว่าที่ผมเองก็ยอมรับและพยายามจะพัฒนา สำหรับใครหลาย ๆ คนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรหวังว่าอ่านบทความนี้แล้วอาจจะช่วยได้ไม่มากก็น้อยและสามารถเลือกเดินในทางที่ถูกต้องได้ต่อไป




วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

Training trip in japan 2015-Part1


สรุปการเดินทางเข้าฝึกที่ญี่ปุ่นปี 2015 ตอนที่ 1


สำหรับการเดินทาง ไปฝึกที่ประเทศญี่ปุ่นในปีนี้ เป็นระยะเวลา ประมาณ 7 วัน ในช่วงวันที่ 1-7 มีนาคม ซึ่งมีสมาชิกที่ร่วมเดินทางทั้ง 6 คน โดยในปีนี้มีสมาชิกที่เข้ารับการสอบสายดำระดับ 5 (Sakki Test) จำนวน 4 คน และ ผ่านการทดสอบทั้ง 4 คน ซึ่งสำหรับผมนั้นได้ผ่านจุดตรงนี้มาแล้ว ทำให้ในปีนี้ผมคิดว่าตนเองอาจจะเห็นอะไรที่มากขึ้นจากเดิมในการเดินทางไปครั้งนี้ ในการเดินทางไปครั้งแรกประมาณปี 2013 ผมเห็นแต่อะไรที่แปลกใหม่เหมือนได้สัมผัสกับสิ่งที่อาจารย์เคยบอก แต่สำหรับปีนี้ผมเห็นอะไรต่างออกไป โดยผมคิดว่าสิ่งที่ผมจะอธิบายต่อไปนี้จะทำให้หลาย ๆ คนอาจจะพอมองภาพออกว่าในโรงฝึกบูจินกันประเทศไทย สอนอะไรและฝึกอะไร
11053110_912633125434799_1125315880837594247_o
เรื่องของความเป็นอาจารย์ และ ความรับผิดชอบของอาจารย์
สิ่งแรกที่ผมคิดว่าผมเห็นได้ชัดคือ ความเป็นอาจารย์ และ ความรับผิดชอบของอาจารย์ ผมเข้ารับการฝึกบูจินกันในโรงฝึกบูจินกันประเทศไทยมาเป็นระยะเวลาพอสมควรเห็นพัฒนาการและสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงฝึกมาเกือบจะตั้งแต่ต้นจากที่มีผู้เข้ารับการฝึกไม่ถึง 4 คน จนปัจจุบันมีสมาชิกที่เดินทางไปฝึกถึงประเทศญี่ปุ่นและสอบผ่านสายดำระดับ 5 แล้วหลายคน ซึ่งในแต่ละคนนั้นก็จะสามารถเปิดโรงฝีกและทำการฝึกสอนต่อไปได้แล้ว หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่หากเทียบกับระยะเวลาเกือบ 20 ปี ตั้งแต่อาจารย์เริ่มฝึกจนถึงทำการสอนจนถึงจุดนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ทั้งเรื่องการฝึกรวมถึงความรับผิดชอบต่าง ๆ นี้ได้ถูกถ่ายทอดจากอาจารย์ลงมา
นับจากการเริ่มต้นวางแผนการเดินทางสำหรับผมก็ไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะในปีนี้มีสมาชิกที่ร่วมเดินทางไปนั้น หลายคนเพิ่งจะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ทำให้ในมุมมองของผมซึ่งต้องจัดเตรียมนั้น ต้องรอบคอบมากกว่าเดิมทั้งในการจัดเตรียมเอกสารต่าง ๆ สำหรับสมาชิก แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ซึ่งทำให้อาจารย์ยังต้องคอยดูแลและต้องจัดเตรียมเพิ่มเติมให้อยู่ดี
ซึ่งแนวคิดเบื้องต้นคือต้องคิดถึง ”ส่วนรวม” ก่อน สมาชิกหลายคนยังไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อให้เกิดปัญหาในการเข้าประเทศญี่ปุ่นน้อยที่สุด สถานที่ต่างๆ ที่จะไปจะต้องคิดถึงสมาชิกที่ยังไม่เคยไปด้วย คิดรวมไปกระทั่งวางแผนถึงอาหารที่จะต้องทานในแต่ละมื้อเพื่อไม่ให้ราคาสูงเกินไป
ต่อไปคือเมื่อเดินทางถึงประเทศญี่ปุ่นนับเริ่มต้นตั้งแต่วันแรกที่อาจารย์มาดูแล ตลอดไปจนถึงร่วมเข้ารับการฝึกด้วยทุกครั้งเพื่อดูแล เปรียบเทียบง่าย ๆ ครับ เราจ่ายค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ในทริปนี้ อาจารย์ก็คงจ่ายไม่น้อยไปกว่ากัน ซึ่งยิ่งเทียบกับค่าสอนที่เก็บได้คงบอกได้ว่าไม่พอแน่นอน สำหรับผมส่วนนี้สำคัญพอ ๆ กับการฝึก แต่เชื่อว่าหลายคนไม่ได้คิดถึงจุดนี้แน่นอน หากอาจารย์ไม่ได้สอนหรือพยายามให้เราทำในจุดนี้ ถึงวันหนึ่งเราคงไม่สามารถ ถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ต่อให้กับลูกศิษย์ได้
ในส่วนต่อไปที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน ในบูจินกัน บูโด ไทจุสสึนั้น ผู้ที่จะเข้ารับการสอบสายดำระดับ 5 นั้นจะต้องมีสายระดับสูงเป็นผู้รับรอง (จริง ๆ ระดับอื่น ๆ ต่อไปก็เช่นกัน) สำหรับจุดนี้มองได้สองมุม การรับรองเป็นความรับผิดชอบของอาจารย์ แต่ในมุมกลับกันการจะให้อาจารย์รับรองได้ก็เป็นความรับผิดชอบของลูกศิษย์เช่นกัน ในการรับรองสายในระดับสายที่ต่ำกว่าขั้น 5 นั้นมองได้ว่าเป็นแค่ภายในโรงฝึกประเทศไทย แต่สำหรับการสอบระดับ 5 ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นการรับรองระดับโลก เพราะ โดยปกติแล้วการฝึกที่ประเทศญี่ปุ่นนี้ มีสมาชิกที่เข้ารับการฝึกเดินทางมาจากทั่วโลก
ผมเล่าให้ฟังแบบนี้ครับ ตอนสมาชิกที่จะเข้าไปทำการสอบนั้นจะต้องนั้นรออยู่ตรงกลางโรงฝึก เมื่อจะทำการสอบนั้น อาจารย์มาซะอะกิ (Soke) จะถามก่อนว่ามาจากไหน แล้วใครเป็นผู้รับรอง ซึ่งอาจารย์เอกยกมือว่าเป็นผู้รับรองภายใต้โรงฝึกบูจินกันประเทศไทย และ มาจากประเทศไทย อาจารย์ มาซะอะกิ ก็ได้เรียกอาจารย์เอกเป็นผู้ทำการทดสอบ ในครั้งนี้มีอีกหลายประเทศซึ่งมีผู้เข้ารับการสอบสายดำระดับ 5 เช่นกัน ที่จำได้ก็เป็นประเทศอเมริกาซึ่งก็เป็นในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งจุดนี้เองที่เห็นได้ชัดเจนว่าคนจากทุกมุมโลกที่เข้ารับการฝึกคงไม่รู้จักเราว่าเป็นใคร แต่จะรู้จักเราในฐานะ Thailand ซึ่งในมุมของลูกศิษย์ นั้นถือเป็นความรับผิดชอบทั้งในส่วนของการวางตัว การปฏิบัติตัว และ สิ่งต่างๆ เมื่ออยู่ในโรงฝึกที่ประเทศไทยรวมถึงในประเทศญี่ปุ่น เพราะสิ่งที่ปฏิบัตินั้นส่งผลทั้งกับประเทศไทยและกับอาจารย์ด้วย
ส่วนในอีกมุมหนึ่งสำหรับความรับผิดชอบของอาจารย์ แน่นอนว่าอาจารย์มาซาอะกิและชิฮันหลาย ๆ ท่านรู้จักอาจารย์เอก ดังนั้นความรับผิดชอบทั้งหมดที่เกิดจากการกระทำของเราที่ มาจากประเทศไทยนั้นนั้นตกเป็นความรับผิดชอบของอาจารย์เช่นกัน
เรื่องของความเข้าใจในการฝึก
สำหรับการอธิบายในจุดนี้เป็นสิ่งที่อธิบายยากมาก ยิ่งอธิบายให้กับผู้ที่ไม่ได้รับการฝึกอาจจะไม่เข้าใจเลย แต่ สำหรับผู้ที่รับการฝึกมาบ้างแล้วอาจจะพอเข้าใจได้
การฝึกหลัก ๆ ของการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นคือ คลาสของอาจารย์มาซะอะกิ และ คลาสของอาจารย์ชิราอิชิ เช่นเคยเหมือนปีที่แล้ว เมื่อเข้ารับการฝึกการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในการฝึกไม่เหมือนกับการฝึกที่ประเทศไทย
แต่เนื่องจากปีที่แล้วได้มาฝึกแล้วครั้งหนึ่งครั้งนี้เลยพอจะเข้าใจกับรูปแบบการฝึกในประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น
สิ่งที่ชัดเจนมากกว่าปีก่อนคือ “ความยาก” การฝึกตามรูปของอาจารย์ชิราอิชิ นั้น อาจารย์จะทำการแสดงให้ดูก่อน โดยเรียกผู้เข้ารับการฝึกทุกท่านมาเป็นคู่ด้วย ซึ่งเมื่ออาจารย์แสดงให้ดู เราก็จะสามารถเห็นท่าที่อาจารย์ทำ และ เมื่อเราได้เป็นคู่เราก็จะได้ความรู้สึกในท่านั้น ๆ ความยากที่ผมพยายามจะบอกคือทั้งสองจุดนี้ ผมขอเล่าเป็นสองส่วนคือ ส่วนการฝึกกับอาจารย์ชิราอิชิ กับ ส่วนการฝึกกับอาจารย์มาซาอะกิ
ฝึกกับอาจารย์ชิราอิชิ
ครั้งนี้ผมคิดว่าผมมองเห็นการเคลื่อนไหวในท่าที่ฝึกนั้นได้ชัดขึ้น เช่นการก้าวเท้าการถ่ายน้ำหนัก ซึ่งมองแล้วเป็นสิ่งที่ง่ายมาก ตอนอาจารย์แสดงให้ดูก็เพลินดี ดูเป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นปกติธรรมชาติ เหมือนการเดินของคนปกติทั่วไป ที่ไม่ได้ตั้งใจจะต้องถ่ายน้ำหนักหรือนั่งม้าเหมือนในหนังจีนกำลังภายใน
แต่เมื่อถึงเวลาซ้อมกลับ “ทำไม่ได้”
เมื่อทำการฝึกต่อไป อาจารย์ชิราอิชิจะเข้ามาทำท่านั้น ๆ ให้ดูอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เรียก อาจารย์เอกไปเป็นคู่ด้วย ดูแล้วเพลิน ดูอาจารย์ทำง่าย ๆ เช่นเดิมกับที่ทำในครั้งก่อนหน้า แต่คราวนี้ปรากฏว่าจากที่คิดว่ามองเห็นว่าอาจารย์เคลื่อนไหวอย่างไรแล้ว กลับกลายเป็นว่า มองอีกทีแล้ว “มองไม่เห็นอะไรเลย” โชคดีเช่นเคยที่อาจารย์เอกแนะนำเพิ่มเติมให้ภายหลังระหว่างการฝึกอีกครั้ง แต่สำหรับผมแล้วการมองไม่เห็นอะไรเลยไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้อะไรจากการฝึกเลย สิ่งที่เราได้เราเห็นเป็นตามระดับความรู้ของเราในการฝึก ซึ่งเราสามารถเอาแนวคิดและหลักของการฝึกที่เราสามารถเอามาพัฒนาตนเองเมื่อกลับมาฝึกที่ประเทศไทยได้ต่อไป
ฝึกกับอาจารย์มาซาอะกิ
สำหรับการฝึกกับ อ.มาซาอะกิ สำหรับผมอธิบายได้สั้น ๆ ครับว่ายากมาก แทบมองไม่เห็นอะไรเลย ไม่รู้อาจารย์ก้าวอย่างไร เคลื่อนไหวอย่างไร ที่พอจะมองเห็นบ้างเล็กน้อยนั้นจะมาจากพยายามทำความเข้าใจในการฝึกจากคลาสของอาจารย์ชิราอิชิ และ พยายามดูให้เห็นมากที่สุดเท่านั้น แต่ผลลัพธ์เหมือนเดิมคือ เมื่อถึงเวลาซ้อมมักจะรู้สึก “ทำไม่ได้” แต่สิ่งที่ได้ชัดเจนคือแรงบันดาลใจว่าสักวันเราคงจะเก่งได้สักครึ่งของอาจารย์
สรุปโดยรวม ๆ แล้ว สำหรับการฝึกนั้นผมมองว่าเดินถูกทางและชัดเจนพอสมควร เพราะ จากที่เล่าให้ฟังกับการฝึกในคลาสของอาจารย์มาซาอะกินั้น สิ่งที่พอรับได้ก็คือ สิ่งที่ฝึกกับอาจารย์ชิราอิชิมาในวันก่อนหน้า ที่ผมกล่าวอย่างนี้ก็เพราะจากที่เห็นชัดเจนในการเข้ารับการฝึกว่า อาจารย์ชิราอิชิในวัย 70 กว่าปี ก็ยังคงเข้าเป็นอุเคะให้กับอาจารย์มาซาอะกิอยู่ ซึ่งนั้นหมายความว่าอาจารย์ชิราอิชิสามารถเข้าไปรับการเคลื่อนไหว และ สิ่งอื่น ๆ จากอาจารย์มาซาอะกิเช่นกัน
อีกส่วนหนิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ การฝึกในลักษณะนี้ยังไม่เหมาะกับผู้ฝึกในระดับต้น ๆ ดังนั้นผู้ที่จะเดินทางไปญี่ปุ่นนั้นก็ควรจะได้ระดับสายที่ไม่ใหม่จนเกินไป
สำหรับสิ่งสุดท้ายในบทความนี้ที่อยากจะบอก คือ การเดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นสมัยนี้คงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับใครหลาย ๆ คน แต่สำหรับการเดินทางไปฝึกที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครหลาย ๆ คนเช่นกัน เพราะคงไม่ใช่แค่เพียงมีเงินแล้วก็มาได้ แต่มันต้องมีส่วนประกอบมากมายทั้งมุมมอง ความคิด ความรับผิดชอบ การพยายามเข้ารับการฝึกอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงสิ่งอื่นๆ ในคำว่า Work-Life balance ที่จะทำให้เดินทางมาแล้วได้ประโยชน์จากการฝึกอย่างแท้จริง

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Training trip in japan 2015

Training trip in japan 2015


           อีกครั้งกับการไปฝึกที่ประเทศญี่ปุ่น บทความที่ตั้งใจเขียนตั้งแต่ครั้งก่อนยังได้ไม่ครบ คราวนี้ถึงรอบที่จะต้องเดินทางไปฝึกอีกรอบแล้ว ยกยอดมารวมกันครั้งนี้ หลังจากที่กลับมาแล้วกัน
สำหรับครั้งนี้ มีสมาชิกที่่ร่วมเดินทางเพื่อเข้าฝึกจากโรงฝึกบูจินกันประเทศไทย อีก 5 คน ซึ่ง สำหรับคราวนี้มีสมาชิกที่จะเข้ารับการสอบระดับ 5 (Go Dan) หลายคน ซึ่งก็คงคิดว่าคงสามารถสอบผ่านได้ หวังว่า เอาไว้ว่าง ๆ จะมาเล่าถึงการสอบระดับ 5 เช่นกันยกเอาไว้หลังจากกลับมาแล้วกันครับ

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Attitude of Mind

Attitude of Mind 

        เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ผมได้อ่านกระทู้ใน Website อยู่กระทู้หนึ่ง ใจความสำคัญง่าย ๆ คือไปเรียนทำขนมกับ โรงเรียนที่เปิดสอน เมื่อเรียนจบก็มาทำการเปิดสอนโดยคิดราคาที่ถูกกว่า เจ้าของกระทู้มา Post ถามว่าเขาทำผิดอะไร ในกระทู้นั้น มีการแสดงความเห็นหลากหลาย แบ่งเป็น 2 กลุ่มง่าย ๆ คือไม่ผิดเพราะไม่ได้มีข้อตกลงกันเอาไว้(ไม่ได้ทำสัญญานั้นเอง) และอีกกลุ่มหนึ่งคือผิด เพราะเอามาสอนทั้ง ๆ ที่สูตรที่เรียนมานั้นไม่ได้ดัดแปลงอะไรเลย ถ้ามองในแง่มุมของธุรกิจคงตัดสินโดยใช้หลักการ ต่าง ๆ มากำหนดมากมาย เช่น กฎหมาย, ลิขสิทธิ์ อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งผมคงไม่ตัดสินอะไรเพียงแต่เอามาเป็นตัวอย่างเพื่อขยายความคิดผมเท่านั้น

สำหรับมุมมองผมในประเด็นเดียวกันแต่ในหลักการของนักศิลปะการต่อสู้แล้ว สำหรับผมตัดสินได้ไม่ยาก 

              ปัจจุบันทั้งศิลปะการต่อสู้สมัยใหม่ (Gendai budo) หรือ ศิลปะการต่อสู้โบราณ (Ko budo) หลายๆ วิชาจะมีการแบ่งลำดับสายให้แก่ผู้ฝึกซึ่งขึ้นอยู่กับว่าแต่ละวิชาจะมีกฎเกณฑ์อะไร และเมื่อได้ลำดับสายในระดับหนึ่งตามที่กำหนดก็จะสามารถไปทำการเปิดสอนได้ ขึ้นอยู่กับในแต่ละวิชาว่าจะมีกฎอะไรเพิ่มเติมซึ่งล้วนแล้วแต่มีวัตถุประสงค์ในกฎที่ตั้งมานั้น ๆ ในบูจินกัน ก็เช่นกัน โดยหลัก ๆ ข้อกำหนดในการเปิดสอนนั้นก็คือ ผู้สอนที่มีระดับสายดำระดับ 5 เป็นต้นไปถึงจะมีสิทธิ์ในการเปิดโรงฝึก และในระดับที่ต่ำกว่าขั้น 5 ลงไปสามารถเปิดเป็นกลุ่มฝึกและต้องมีสายดำระดับที่สูงกว่าขึ้นไปรับรอง แต่ที่มีมากกว่านั้นสำหรับผมอีกหนึ่งกฎเกณฑ์ง่าย ๆ คือ  ii kokoro แปลง่าย ๆ คือ คนที่มีจิตใจดี มาสืบทอด มองแล้วเป็น กฎเกณฑ์ง่าย ๆ แต่ยากสำหรับหลาย ๆ อย่าง จริง ๆ อาจารย์เอก ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับความหมายของคำนี้เอาไว้อย่างละเอียดแล้ว ซึ่งผมคงไม่สามารถมาขยายความได้เพิ่มเติมอีก แต่หากพูดถึงในส่วนของการเป็นลูกศิษย์จะดีกว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่ผมเอาเรื่องข้างต้นมาเป็นตัวอย่าง ง่าย ๆ แบบนี้ครับ
พร้อมหรือยังที่เอาสิ่งที่เรียนมาไปสอน      ขออนุญาตหรือยังกับการนำสิ่งที่ได้รับมาไปสอน
ในตัวอย่างข้างบนอาจจะไม่เป็นเรื่องผิดเลยก็ได้หากขออนุญาตก่อน(แต่ต้องยกเรื่องของธุรกิจออกไป) อ่านมาตรงนี้หลายคนอาจจะมองออก หลายคนอาจไม่ สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อจริง ๆ แล้วคือจิตใจ การเรียนศิลปะการต่อสู้เป็นสายใยระหว่าง อาจารย์ กับ ศิษย์ ดังนั้น การสืบทอดในสิ่งต่าง ๆ จากลูกศิษย์ถึงอาจารย์ รวมถึงการถ่ายทอดจากอาจารย์สู่ลูกศิษย์นั้นมักเกิดจากจิตใจที่ดีรวมไปถึงความถูกต้องซึ่งต้องถ่ายทอด สั่งสม ให้เกิดแนวความคิดที่ถูกต้องนั้น ๆ ด้วย ซึ่งสืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น จริง ๆ แล้วหลักการในลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องอยู่และใช้เฉพาะศิลปะการต่อสู้เท่านั้น การใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันก็สามารถใช้ได้เช่นกัน แต่ในปัจจุบันสิ่งเหล่านี้มักถูกมองข้าม แม้จะเป็นศิลปะการต่อสู้เองก็ตาม เรามักเห็นการถ่ายทอดหรือการนำมาสอนที่ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้นเลยปัจจัยส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะแนวความคิดที่มีธุรกิจมาเกี่ยวข้อง จากตัวอย่างข้างบนคงไม่เป็นอันตราเพราะสอนทำขนม แต่สำหรับศิลปะการต่อสู้นั้นไม่ใช่ การสอนในสิ่งที่ไม่รู้ ไม่พร้อม ไม่ถูก รังแต่จะเป็นผลร้ายต่อคนที่รับการถ่ายทอดไป

บทความ ii kokoro ที่อาจารย์เขียนไว้
http://shingitaiblog.blogspot.com/2013/09/ii-kokoro.html

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2558

Bujinkan Thailand กับกิจกรรมสิ้นปี 2557

ฺBujinkan thailand กับกิจกรรมต่างๆ ในปี 2557 

ก่อนอื่นต้อง สวัสดีปีใหม่ ช้าไปหน่อยแต่ก็ยังไม่เลยเดือน 

ผ่านพ้นไปอีก 1 ปีแล้วสำหรับ Bujinkan thailand เช่นเดิมสำหรับปีนี้กับการประชุมใหญ่ประจำปีและกิจกรรมต้อนรับปีใหม่

ซึ่งคือเข้ารับการฝึกและช่วยกันทำความสะอาดโรงฝึก ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฎิบัติต่อ ๆ กันมา และรวมถึง มีกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดปีที่ผ่านมาให้เยอะพอสมควร 
โดยแต่ละกิจกรรมก็ยังคงมุ่งเน้นให้สมาชิกที่เข้ารับการฝึกนั้นได้พัฒนาตนเอง ทั้งในด้านการฝึก และรวมถึงการใช้ชีวิต ดังคำว่า Work life balance ตัวอย่างเช่น 
  1. สมาชิกที่เดินทางเข้าร่วมฝึกที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้ข้อคิดดี ๆ หลายอย่างจากการเดินทางไปในครั้งนี้ ทั้งการพัฒนาในด้านการฝึก จิตใจ และแนวความคิด มุมมองต่าง ๆ จากที่เคยฝึกและพบเจอผู้ฝึกแค่เฉพาะในโรงฝึก แต่เมื่อไปฝึกที่ประเทศญี่ปุ่น กลับได้พบผู้ฝึกที่มีประสบการณ์ เจอผู้ฝึกที่ระดับสูงกว่า เก่งกว่า ทำให้รู้ได้ว่าเราควรจะต้องพัฒนาตนเองต่อไป ได้คำสอนจากอาจารย์ ซึ่งสามารถนำมาเป็นข้อคิดในการใช้ชีวิตได้ต่อไป 
  2. กิจกรรมการฝึกอบรมปืนพกสั้น หลายคนอาจคิดไปในหลาย ๆ แง่ แต่สำหรับผม การฝึกอบรมนี้ ก็เป็นสิ่งที่ดี ที่ อ. ได้มอบให้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า ถึงแม้เราจะฝึกวิชาการต่อสู้โบราณ แต่เราก็ไม่ควรยึดติดกับอดีต ควรอยู่กับปัจจุบัน ดังนั้นไม่ใช่มีความรู้แค่อาวุธโบราณต่าง ๆ แต่เราควรเรียนรู้อาวุธที่เป็นปัจจุบันด้วย เช่นเดิม การฝึกศิลปะการต่อสู้ไม่ได้เรียนไว้ทำร้ายใครแต่เรียนเอาไว้เพื่อพัฒนาตนเอง ดังนั้นนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างที่พัฒนาไปอีกหนึ่งสิ่ง 
ส่งท้ายสำหรับ บทความนี้ อยากจะฝากบอกกับใครหลาย ๆ คน ว่าผ่านไปอีกหนึ่งปี ใครที่คิดว่าตนเองอยากทำสิ่งใดแต่ยังไม่ได้ทำก็ควรตัดสินใจทำ เช่นเดียวกันกับคนที่อยากฝึกแต่ยังไม่ได้เริ่มต้น ก็ควรเริ่มต้นได้แล้วลองคิดดูระยะเวลาที่ผ่านมา 1 ปี เราคงจะพัฒนาได้แค่ไหน และรวมถึงผู้ที่ฝึกอยู่ด้วยเช่นกันที่ควรจะพัฒนาตนให้ดีขึ้นเช่นกัน 

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

Good leader in bujinkan




หลายวันก่อนได้อ่าน บทความบทหนึ่งเกี่ยวกับการเป็นผู้นำแปลคร่าว ๆ ได้ประมาณนี้


"ผู้นำที่ดี  คือผู้ืที่สามารถพัฒนาตนเอง และช่วยให้ผู้อื่น สามารถพัฒนาตนเองได้
 แต่การเป็นผู้นำที่ดีกว่า คือพัฒนาให้ผู้อื่น สามารถเป็นผู้นำได้ด้วย "

ในบูจินกันเองก็เช่นเดียวกัน

     ศิลปะการต่อสู้หลาย ๆ วิชานั้น มักมีการแบ่งระดับสายให้กับผู้เข้ารับการฝึก สำหรับบูจินกันเองก็เช่นกัน มีระดับก่อนสายดำ 9 ลำดับ และลำดับสายดำอีก 15 ลำดับ คนทั่วไปส่วนใหญ่ที่ไม่ได้รับการฝึกเห็นว่าได้สายดำก็เข้าใจว่าเก่งแล้ว แต่จริง ๆ นั้นไม่ใช่ เพราะอย่างที่ทราบสายดำยังแบ่งอีก 15 ลำดับ
ยกตัวอย่างวิชาทั่วไปที่คนไทยเรารู้จักกันส่วนใหญ่แล้วการแบ่งระดับสายเนื่องจากมีการปรับรูปแบบการสอนการฝึกโดยให้มีการสอบเพื่อวัดผล เริ่มต้นจากลำดับสายสีขาว และเมื่อสอบได้ขั้นต่อไปก็จะได้สายสีต่าง ๆ จนถึงในระดับสายดำ เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ และเมื่อได้สายดำในระดับหนึ่งแล้วก็จะได้รับอนุญาตให้สามารถทำการเปิดสอนต่อไปได้ นี้อาจจะเป็นเหตุผลทั่วไปหลัก ๆ ที่หลายคนเข้าใจ
      แต่สำหรับบูจินกัน นั้นมีความหมายมากกว่านั้น ในบูจินกันบูโดไทจุสสุนั้น มีการสอบอยู่เพียงระดับเดียว คือการขึ้นสายดำระดับ 5 ที่เรียกว่า Sakki Test โดยต้องได้รับการทดสอบจาก Shihan หรือสายดำระดับ 15 ที่ อาจารย์ มาซาฮะกิ เจ้าสำนักลำดับที่ 34 อนุญาตเท่านั้น การขึ้นสายในลำดับอื่นๆ ก็เป็นการให้โดยการพิจารณาจากอาจารย์ผู้ฝึกสอน และสำหรับผู้ที่จะได้รับอนุญาตให้ทำการเปิดสอนนั้นต้องได้รับการรับรองจากระดับสายที่สูงขึ้นไป
     จุดประสงค์หลักของการให้สายของบูจินกันนั้นคือผู้ที่ได้รับสายนั้นต้องสืบทอดวิชา การสอนโดยแนวทางที่ถูกต้องต่อไปได้ ไม่ได้มองเพียงแค่สามารถทำท่าใด ท่าหนึ่งได้ อาจารย์จึงจะพิจารณาจากปัจจัยหลายๆ อย่างซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ไม่สามารถวัดโดยใช้การสอบได้ หนึ่งในนี้ตัวอย่างง่าย ๆ คือ เป็นคนดี ดังนั้นอาจารย์ผู้ฝึกสอนจึงไม่ได้สอนเพียงแค่วิชา แต่จะสอนแนวทางที่ถูกต้อง สอนการปฏิบัติตัว สอนให้ฝึกฝนในสิ่งต่าง ๆ นอกเหนือจากการฝึกเทคนิคเพียงอย่างเดียว เพื่อที่ต่อไปจะสามารถเป็นผู้นำได้ สามารถถ่ายทอดวิชาในแนวทางที่ถูกต้องเหมือนที่เคยได้รับมาได้ และสอนให้คิดเป็นเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ยังคงสามารถถ่ายทอดวิชาให้เป็นปัจจุบันได้
    นี้คือประเด็นของข้อความที่ยกตัวอย่างมาทางด้านบน ที่เห็นได้ชัดเจนคือบูจินกันในปัจจุบัน การส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจนมีการเปิดสอนไปทั่วโลก ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงบูจินกันไทยแลนด์ด้วยเช่นกัน








วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Training Trip in japan-ความเข้าใจที่ถูกต้อง

ไม่ได้เขียนมาหลายเดือน วันนี้ขอมาเล่าประสบการณ์ต่อสักหน่อย

เริ่มต้นบทความนี้ด้วยการไปฝึกที่ ญี่ปุ่นนั้นไม่สบายอย่างที่คิด สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า เหนื่อย ก่อนหน้านี้เคยคิดว่าการที่ อาจารย์ไปเข้ารับการฝึกนั้นสบาย แต่จากที่ได้ไปปรากฏว่าผิดคาด ตัวอย่างเช่นการเดินทางไปฝึกที่ Kashiwa ถ้าจำไม่ผิดนั่งรถไฟไปใช้เวลาเกือบชั่วโมง แล้วยังต้องเดินต่อเพื่อเข้าไปที่สถานะที่ฝึกอีกเกือบชั่วโมง ดังนั้นความคิดเปลี่ยนทันทีว่า กว่าอาจารย์จะได้รับสายดำระดับสูงขนาดนี้ต้องเดินทางเท่าไหร่ไม่ใช่สบายอย่างที่คิด นี้คือความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างแรก

สิ่งต่อไปที่อยากจะแชร์คือ การฝึกวันแรกที่โรงฝึกใหญ่ (Hombu) เป็น Class ของ อาจารย์ ชิราอิชิ เมื่อเข้าไปอาจารย์ยิ้มและต้อนรับอย่างจริงใจซึ่งเป็นความรู้สึกแรกที่สามารถรับรู้ได้ นี้คือความเข้าใจอย่างที่ถูกต้องอย่างที่สองว่าการวางตัวเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอาจารย์ยิ้มแย้มแจ่มใสไม่ได้วางตัวแบบอาจารย์ดุ ๆ อย่างที่จินตนาการไว้ แต่ก็เป็นที่เคารพของผู้เข้าฝึกทุกคน

      เมื่อเริ่ม Class ทำการเคารพคามิดานะตามธรรมเนียมปฏิบัติซึ่งเหมือนกันทั่วโลกรวมถึงโรงฝึกบูจินกันประเทศไทยด้วย หลังจากนั้นอาจารย์ชิราอิชิเริ่มทำการสอน ท่าแรกที่เห็น การเคลื่อนไหวปกติ ดูง่าย ๆ   คิดว่าจำได้ไม่น่ายาก โดยอาจารย์จะเรียกทุกคนเพื่อเข้าไปเป็นคู่ นั้นหมายความว่าเราสามารถเห็นท่านั้นได้หลายครั้งมาก ๆ ยิ่งควรจะทำตามได้ นั้นคือความรู้สึกแรกที่เห็น แต่เมื่อทำการเข้าคู่เพื่อทำการฝึกจริงปรากฏว่าไม่เป็นอย่างที่คิด ก้าวขาไม่ออกสิ่งที่เราเห็นว่าเคลื่อนไหวง่าย ๆ นั้นกลับเป็นสิ่งที่ยากมาก สิ่งที่คิดว่ารู้ ที่เรียนมาแล้วเหมือนจะถูกตั้งค่าใหม่ ว่าที่จริงแล้ว Ego ที่มีอยู่หรือที่คิดว่าทำได้นั้นไม่ใช่เลย นี้คือความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างที่สาม   ก่อนจะไปถึงส่วนต่อไปผมขออธิบายเพิ่มเติมกับคำศัพท์ที่จะใช้นั้นคือ "Ukemi"  Ukemi คือเทคนิคการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อใช้สำหรับป้องกันการบาดเจ็บต่าง ๆ เช่นการม้วนหน้า ม้วนหลัง การตบเบาะ เป็นต้น นึกภาพง่าย ๆ ครับ ว่าหากถูกคู่ต่อสู้หักแขนสิ่งที่ทำได้อาจจะต้องม้วนหน้า หรือหากถูกทุ่มก็ใช้การตบเบาะเพื่อลดหรือกระจายแรงเพื่อให้ไม่เกิดการบาดเจ็บนั้นเอง
      ในส่วนต่อมาเมื่อเห็นท่าต่อไปที่อาจารย์ชิราอิชิสอน โดยอาจารย์ยังคงเรียกทุกคนเพื่อเข้าไปเป็นคู่ ตามปกติก็จะเป็นสายระดับสูงก่อนที่จะเข้าไปเป็นคู่ให้กับอาจารย์ชิราอิชิ สำหรับคราวนี้ผมเริ่มสังเกตเห็นเพิ่มเติมว่าท่าเดียวกันการเคลื่อนไหวซึ่งเหมือนเป็นปกติไม่ได้แตกต่างกันสำหรับทุกคนที่อาจารย์เรียกไปเป็นคู่แต่ทำไมกับสายระดับสูงนั้นดูเหมือนจะ Ukemi ได้ยากมากเห็นลอยอยู่สูงจากพื้นพอสมควรแต่ก็สามารถลงพื้นได้อย่างปลอดภัย เมื่อเทียบกับตนเองแล้วเหมือนกลิ้งมากกว่าใช้การ Ukemi  แล้วความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างที่สี่และห้า ก็ตามมา หลังจากที่เริ่มซ้อมต่อไป นั้นคือไม่เพียงแต่ความรู้ในการฝึกเท่านั้น ที่ไม่สามารถมองการเคลื่อนไหวหรือจุดเล็ก ๆ ที่แตกต่างและรับความรู้สึกนั้นที่อาจารย์ถ่ายทอดให้สำหรับสายระดับสูงกับสายระดับเราได้แล้ว แต่รวมไปถึง Ukemi หรือการป้องกันตัวเองจากการบาดเจ็บด้วยที่ยังคงไม่ดีพอ ทำให้เป็นไปได้ยากที่จะทำได้เหมือนสายดำระดับสูงนั้นเอง แต่จากที่เล่ามา ถือว่าโชคดีที่เริ่มต้น Class แรกที่ประเทศญี่ปุ่นนี้ อาจารย์เอกได้ให้ไปเป็นคู่ด้วยจึงได้รับการสอนเพิ่มเติมเพื่อเป็นแนวทางจึงสามารถพอจะเริ่มที่จะทำความเข้าใจได้
     นี้เป็นเพียงบางส่วนของการเข้ารับการฝึก ที่อยากจะถ่ายทอดว่าจริง ๆ แล้วความเข้าใจที่ถูกต้องนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่การจะเข้าใจได้นั้นเกิดจากการที่เราพร้อมที่จะรับสิ่งใหม่และพร้อมที่จะพัฒนาตนเอง หากเราสามารถเห็นคิดได้แบบนี้การไปเข้ารับการฝึกถึงประเทศญี่ปุ่นสำหรับใครหลาย ๆ คนก็จะเป็นประโยชน์อย่างแน่นอน

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

Training Trip in Japan -Preface

Training Trip in Japan -Preface


สำหรับผมการเดินทางครั้งนี้ เป็นการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรก

ซึ่งได้อะไรหลาย ๆ อย่าง ตั้งแต่เริ่มทริปจนจบทริป ฟังดูเหมือนจะ Review การไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น 55 อันนี้มีคนไปเที่ยวเขาทำเยอะแล้ว สู้เขาไม่ไหว

เลยนำเสนอแบบฉบับสำหรับ Bujinkan ดูบ้าง 


Bujinkan budo taijutsu นั้นเป็นชื่อสำนักที่สอน Ninjutsu ที่มี 9 สายวิชา ทั้งในส่วน Ninjutsu และ การต่อสู้โบราณอื่นๆ ซึ่งลำดับขั้นของผู้ฝึกแบ่งหลัก ๆ เป็นระดับก่อสายดำ และ ระดับสายดำขึ้นไป ซึ่งมีอีก 15 ขั้น โดยหลัก ๆ ก็เริ่มตั้งแต่ขั้น 5 ที่ต้องเข้ารับการสอบที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น
และนี้คือสาเหตุที่ต้องเดินทางไปในครั้งนี้
สำหรับรายละเอียดอื่นๆ อยากจะอธิบายเพิ่มเติมแต่ไว้คราวหลัง ตอนนี้หาอ่านเอาได้ที่ www.bujinkan-thailand.com

สำหรับบทความนี้ คงมีหลาย Part เพราะมีสิ่งที่อยากจะเล่าถึงแนวคิดและสิ่งที่ได้ ซึ่งมีค่อนข้างเยอะ แต่สำหรับบทความนี้ ถือเป็นสารบัญไปก่อน เพราะสิ่งที่อยากอธิบายนั้นก็เพื่อ

อยากให้เป็นแรงบันดาลใจ, 
จุดมุ่งหมาย, 
เป้าหมาย หรืออะไรก็แล้วแต่

สำหรับผู้ฝึกที่ยังฝึกอยู่ , สำหรับผู้ฝึกที่จะต้องเดินทางไป, สำหรับผู้ฝึกที่ควรจะต้องเดินทางไป, สำหรับผู้ฝึกใหม่, และสำหรับผู้ที่คิดว่าอยากฝึกแต่ยังมีข้อแม้อยู่




วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556

How to train in bujinkan


เริ่มต้นชื่อเรื่องแบบนี้ เพราะได้มีโอกาสได้อ่านบนความอยู่บทความหนึ่ง ใน  Bujinkan Magazine ซึ่งน่าจะหลายปีแล้ว ของ Shidoshi Chris Carbonaro แล้วมีประโยคหนึ่งเขียนไว้ว่า
This art is only for those who seek it out.
This is not commercial art.
เป็นประโยคที่ผมคิดว่าน่าจะตอบคำถามได้หลาย ๆ อย่างสำหรับหลาย ๆ คนที่สนใจในบูจินกันและแม้กระทั่งผู้ฝึกที่กำลังฝึกอยู่
         ก่อนหน้านี้ประมาณกลางปีผมได้มีโอกาสไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อเข้ารับการฝึก (วันหลังผมจะมาเล่าให้ฟัง) หลังจาก Trip นั้นผมได้พบอะไรหลาย ๆ อย่างซึ่งทำให้มุมมองจากเดิมที่มีกลับเปลี่ยนไป และทำให้ผมยิ่งเข้าใจประโยคนี้มากขึ้น
     
        การฝึกบูจินกันในโรงฝึกบูจินกันประเทศไทย สิ่งแรก ๆ ที่คุณจะต้องเจอคือการฝึก Junan Taiso, Ukemi, Taisabaki  กล่าวง่าย ๆ คือการฝึกการม้วนหน้า ม้วนหลัง และการล้มต่าง ๆ เพื่อใช้ป้องกันการบาดเจ็บ และเรียนรู้พื้นฐานต่าง ๆ เช่นท่ายืน (kamae) และ Kihon happo และ Sanshin no kata รวมถึง Hanka และเทคนิคต่าง ๆ จาก Tenchijin Ryaku No Maki ตั้งแต่ผู้ฝึกทั้งในระดับต้น และผู้ฝึกในระดับสูงขึ้นมาก็ยังฝึกกันอยู่ ยิ่งโดยเฉพาะผู้ฝึกที่อยู่ในระดับก่อนสายดำยิ่งควรรู้และเข้าใจพื้นฐานที่กล่าวมา

เมื่อได้สายดำขั้นที่ 1 แล้ว นั้นหมายถึงคุณพร้อมที่จะเริ่มต้นเรียนรู้ 

         เมื่อเข้าใจในพื้นฐานที่กล่าวมาแล้ว ในบูจินกันยังมีอีก 9 สายวิชาให้ฝึก ฟังดูแล้วอาจจะเหมือนไม่เยอะ แต่อย่างน้อยผู้ฝึกหลายคนกว่าจะได้สายดำขั้นที่ 1 ใช้เวลาถึง 5 ปีก็มี และหลังจากที่ผมประสบพบเจอมาหลังจากกลับจากประเทศญี่ีปุ่นนั้นสรุปได้เลยว่าเป็นวิชาที่จะต้องเรียนรู้กันทั้งชีวิต เพราะอาจารย์ที่สอนเราก็ยังคงฝึกอยู่ ซึ่งแน่นอนเราไม่มีทางตามทัน

กล่าวมาถึงจุดนี้ ผมก็สามารถบอกได้ว่า "How to train in bujinkan"(Thailand)  แต่แน่นอนคนที่ไม่เคยเข้ารับการฝึกไม่ทราบแน่นอนว่าที่กล่าวมาฝึกอย่างไร และแน่นอนคุณจะรู้ได้ก็เมื่อเข้ารับการฝึกแล้วเท่านั้น และแน่นอนกว่านั้นคุณจะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อคุณเข้ารับการฝึกไปสักระยะเป็นระยะเวลานานพอสมควรเท่านั้นเช่นกัน  แต่อย่างน้อยสำหรับคนที่คิดจะเริ่มฝึกจะได้ทราบและทำใจพร้อมที่จะเข้าฝึกเพราะ "This art is only for those who seek it out"

อ้าว! ยังเหลืออีกประโยค
คิดดูง่าย ๆ ครับ กว่าอาจารย์จะสามารถทำการเปิดสอนได้ ใช้เวลากี่ปี และปัจจุบันอาจารย์ยังเข้าฝึกอยู่ การฝึกในสมัยเริ่มต้นในประเทศไทยไม่มี มีแต่ที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เริ่มต้นที่อาจารย์ ค่าฝึกที่ประเทศญี่ปุ่นครั้งละ 1000 บาท และเปิดสอนในไทยมาเป็นเวลานับ 10 ปี ซึ่งนับจากเริ่มต้นจนปัจจุบันก็ยังคง Concept เดิมคือ

"โรงฝึกนี้ตั้งใจจะเปิดขึ้นเพื่อผู้สนใจในวิชานินจุสสึที่แท้จริง โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ในด้านธุรกิจ โดยได้รับแรงบรรดาลใจจากอาจารย์มาซึอะกิ ผู้ที่เป็นเจ้าสำนักของบูจินกัน และ อาจารย์ชิราอิชิซึ่งเป็นชิฮันประจำตัวทำให้โรงฝึกนี้ถูกก่อตั้งขึ้น เพื่อเป็นที่สำหรับผู้ที่สนใจฝึกวิชานินจุสสึ หรือ บูโด ไทจุสสึที่แท้จริง "

แค่นี้สำหรับผมชัดเจนครับสำหรับคำว่า This is not commercial art.

วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Bujinkan Thailand กับกิจกรรมสิ้นปี 2556



ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับกิจกรรมส่งท้ายปี 2556

สำหรับปีนี้ก็เป็นอีกปีหนึ่งถึงแม้สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้อาจจะเป็นอุปสรรคในการเดินทางบ้าง แต่ก็มีสมาชิกเข้ารับการฝึกกันอยู่เยอะพอสมควร โดยกิจกรรมปีนี้เหมือนกับทุก ๆ ปี ซึ่งคือเข้ารับการฝึกและช่วยกันทำความสะอาดโรงฝึก ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฎิบัติ ที่ดี ซึ่งยังคงการปฏิบัติกันมา

ผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่กับโรงฝึกมานานพอสมควร  ซึ่งเห็นความแตกต่างและการเติบโตของโรงฝึกตั้งแต่อตีตจนถึงปัจจุบัน สำหรับปีนี้เป็นอีกปีที่ดี มีหลายอย่างเปลี่ยนแปลง


  • เรามีกลุ่มฝึกเปิดขึ้นใหม่ ทั้งกลุ่มฝึกหลักสี่, กลุ่มฝึกชิดลม และคาบเกี่ยวไปจนถึงปีหน้าที่จะมีกลุ่มฝึกสมุทรปราการและกลุ่มฝึกฉะเชิงเทรา เปิดขึ้นอีก ซึ่งถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ที่ต้องการเข้ารับการฝึก (ข้ออ้างน้อยลงสำหรับการเดินทางหรือวันที่เปิดสอน)
  • เรามีการเปิด คอร์สสอนสำหรับเด็กอายุประมาณ 12 ปี เพื่อขยายโอกาสให้กับผู้ที่สนใจ
  • เรามีผู้ฝึกได้เดินทางไปฝึกที่ประเทศญี่ปุ่น 
  • เรามีผู้ฝึกที่ได้รับการเลื่อนสายตามความสามารถและอื่นๆ อีกมากมาย
  • เรามีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น จากจำนวนไม่ถึง 10 คน จนปัจจุบันฝึกครั้งหนึ่ง ประมาณ 30-40 คนก็มี


ซึ่งเป็นพัฒนาการเป็นไปในแนวทางที่ดี และยังคงยึดถือแนวทางปฏิบัติในรูปแบบที่เป็นมา ซึ่งเกิดจากการสร้างสมและสั่งสอนที่ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง การสอนซึ่งไม่ใช่เพียงเฉพาะศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว แต่รวมถึงแนวทางการปฏิบัติตน ปรัญชา แนวคิดต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกรวมอยู่ในคำว่า "โรงฝึก"